
แบงก์รัฐกำจัดจุดอ่อนเร่งตัดเนื้อร้ายขายหนี้เน่า
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ระยะเวลาที่ผ่านมาแบงก์รัฐที่มีปัญหาเรื่องหนี้เสียขนาดหนัก 2 แห่งในปีที่ผ่านมา ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่มีหนี้เสียบานตะไท แห่งหนึ่งก็ปาเข้าไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท หรือเกือบ 4050% ของพอร์ตสินเชื่อ
จนเกิดกระแสข่าวถูกสั่งปิดแบงก์และให้ไปยุบรวมกับธนาคารแห่งอื่นที่เข้มแข็งกว่า เช่น ธนาคารออมสิน
มาปีนี้แบงก์รัฐทั้งสองแห่งพยายามสลัดอาการไข้หนักให้ออกไปจากตัวเองให้ได้
มาตรการหนึ่งที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐล้วนประกาศขายหนี้เสียออกไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) กันตูมตาม
เอสเอ็มอีแบงก์ ประเดิมก้อนแรกก่อน 3,000 ล้านบาท ซึ่งการเจรจาจะได้ข้อสรุปปลายเดือน ม.ค.นี้
นอกจากนี้ ยังเตรียมตัดหนี้สูญอีก 1,200 ล้านบาท เมื่อตัดเนื้อร้าย 2 ชิ้นนี้ไป จะทำให้ยอดหนี้เสียของธนาคารที่ทำหน้าที่ฟูมฟักผู้ประกอบการน้อยใหญ่ให้ลดลงเหลือ 2.8 หมื่นล้านบาท ในพริบตา
ขณะที่ธนาคารอิสลามฯ ซึ่งมีหนี้เสียจำนวนมหาศาลชนิดที่ถ้าเป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิเกือบ 100% ที่จะถูกสั่งลดทุนเพิ่มทุนไปแล้ว ประกาศขายหนี้ก้อนใหญ่ออกไปราว 8,000 ล้านบาท ให้ SAM
ในจำนวนนี้แยกเป็นลูกหนี้ภาคธุรกิจ 5,000 ล้านบาท เป็นลูกหนี้รายย่อย 3,000 ล้านบาท
ผู้บริหารคาดว่าได้ข้อสรุปเดือน ก.พ.นี้ โดยในปีนี้ธนาคารอิสลามฯ วางเป้าหมายว่าจะลดหนี้เสียลงจากที่อยู่ 3.2 หมื่นล้านบาท เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
แน่นอนกว่า หากสามารถลดหนี้เสียลงเหลือเพียงหลักพันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ เอ็นพีแอลที่ระดับ 40% เหลือเป็นเลขตัวเดียวเท่านั้น
จะเห็นได้ว่า ความพยายามของแบงก์รัฐ 2 แห่งนี้ คือ เร่งจัดการกับปัญหาใหญ่ คือ จัดการกับหนี้เสียที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด
เพราะต้องการรีบออกจากแผนฟื้นฟูโดยเร็ว เพื่อที่จะได้รับการอนุมัติเงินเพิ่มทุนมาใช้ในการขยายธุรกิจตามปกติให้ได้
เอสเอ็มอีแบงก์ คาดว่าจะได้เงินเพิ่มทุนอีก 2,000 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปีนี้
ธนาคารอิสลามฯ นั้น คาดว่าจะได้เงินเพิ่มทุนอีก 5,138 ล้านบาท ภายในไตรมาส 23 ของปีนี้
นั่นจะทำให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อ หารายได้มาหล่อเลี้ยงธนาคารได้ หากดำเนินการได้จะทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ฝากเงินขึ้นมา
แผนการกำจัดจุดอ่อน โดยการขายหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามฯ ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้เสนอแนะทางเลือกนี้ให้และข้อเสนอนี้
อีกนัยหนึ่งถ้ายังเก็บหนี้เสียไว้กับตัว ก็แก้ไขไม่ได้อยู่ดี
ประการสำคัญจำนวนหนี้เสียที่มากมายดังกล่าวจะเข้าไปกินเงินกองทุน ทำให้อนาคตกระทรวงการคลังอาจต้องใส่เงินเพิ่มทุนมากกว่าที่ต้องควักงบประมาณมาจ่ายอยู่แล้วในปัจจุบัน
ดังนั้น ทางออกในการขายหนี้เสียออกไปก็เพื่อไปวัดดวงเอาข้างหน้าอีก 56 ปี ว่า SAM จะบริหารติดตามหนี้จะได้กำไรหรือขาดทุน
ระหว่างที่รอ SAM บริหารหนี้เสียที่ตัดออกไปจากบัญชีในอีก 56 ปี ก็ขอให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้งสองแห่ง ก็สามารถแต่งตัวรอเร่งสร้างผลกำไรสะสมไว้ใช้ในอนาคตเผื่อขายหนี้หมดแล้วขาดทุน
แบงก์รัฐจะได้มีกำไรสะสมของตัวเองเอามาตัดผลขาดทุนที่จะเกิดขึ้น โดยที่ไม่ต้องมารบกวนเงินในกระเป๋ากระทรวงการคลัง
เหตุผลสนับสนุนอีกข้อหนึ่งที่กระทรวงการคลังเห็นว่า ควรเปิดไฟเขียวให้แบงก์รัฐขายหนี้คือ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าแบงก์รัฐ เลือกลูกค้าชั้นดีมีหลักประกันคุ้มกับมูลหนี้ แบบธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ ทำให้แบงก์รัฐกลายเป็นแหล่งรวม เสือ สิงห์ กระทิง แรด นักการเมือง เถ้าแก่น้อย เถ้าแก่เหลือน้อย วิ่งมาหาเงินกู้จากแบงก์รัฐทั้งสิ้น
ดังนั้น การขายหนี้เสียออกไปบางส่วนก็จะช่วยให้สุขภาพทางการเงินของแบงก์รัฐทั้งสองแห่งนี้ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี การขายหนี้เสียของแบงก์รัฐเพื่อกำจัดจุดอ่อน ซึ่งเบื้องต้นจะมีผลดีที่แม่คือ กระทรวงการคลัง ไม่ต้องใส่เงินเพิ่มทุนมาก และลูกคือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเองจะมีฐานะทางการเงินดีขึ้นหลังหนี้ลดลงไปจำนวนหนึ่ง
แต่การกำหนดนโยบายเรื่องการควบคุมคุณภาพในการปล่อยสินเชื่อ การแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการ การส่งกรรมการที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ เข้าไปบริหารแบงก์รัฐเพื่อสร้างกลไกให้การเมืองล้วงลูกไปถึงยากก็เป็นอีกเรื่องที่กระทรวงการคลังต้องทำอย่างจริงจัง
มิฉะนั้นต่อให้ขนเอาหนี้เสียทั้งแบงก์ออกมาขายก็ไม่มีวันแก้หนี้ได้ที่ต้นตอเสียที
เพราะต้นตอของปัญหาที่แท้จริงมิได้อยู่เพียงแค่ผู้บริหารธนาคารเท่านั้น หากแต่เป็นกรรมการธนาคารที่เป็นผู้ชักใยในการทำงานแทบทั้งสิ้น
แต่เมื่อเวลาผิดผู้บริหารและพนักงานรับไปเต็มๆ โดยที่กรรมการไม่เคยแสดงสปิริตในความรับผิดรับชอบจากการกระทำแม้แต่คนเดียว







