
เศรษฐกิจโลกเขาเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
ดูกันไปในฉบับที่แล้วว่า AEC (ASEAN Economic Community) มีเป้าหมายสำคัญๆ ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไรในปี ค.ศ. 2015 และประเทศไทยได้ทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อรองรับการจะเป็น AEC ในปีหน้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตทางการเมืองอย่างนี้ คราวนี้ลองมาดูเศรษฐกิจโลกบ้างว่าเขาเป็นอย่างไร และประเทศไทยจะมีโอกาสกับเขาบ้างไหม
ดูกันไปในฉบับที่แล้วว่า AEC (ASEAN Economic Community) มีเป้าหมายสำคัญๆ ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไรในปี ค.ศ. 2015 และประเทศไทยได้ทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อรองรับการจะเป็น AEC ในปีหน้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตทางการเมืองอย่างนี้ คราวนี้ลองมาดูเศรษฐกิจโลกบ้างว่าเขาเป็นอย่างไร และประเทศไทยจะมีโอกาสกับเขาบ้างไหม
ที่เห็นว่าน่าจะดูเศรษฐกิจโลกกันในตอนนี้ ก็เนื่องจากธนาคารโลก หรือ World Bank ได้ออกรายงานมาแล้วในเดือน ม.ค.ปีนี้ โดยให้ชื่อว่า “Global Economic Prospects : Coping with Policy Normalization in HighIncome Countries”
ที่สำคัญก็คือ ธนาคารโลกได้รายงานว่าเศรษฐกิจของประเทศที่มีรายได้สูง หรือก็คือประเทศที่พัฒนาแล้วสำคัญๆ อย่างเช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งทำท่าย่ำแย่มาเมื่อ 23 ปีที่แล้ว เริ่มจะดีขึ้นแล้ว ถ้าดูเศรษฐกิจรวมๆ ของประเทศเหล่านี้ มีการคาดคะเนว่าจะเติบโตจากที่เคยเติบโตในปี ค.ศ. 2013 เพียง 1.3% เพิ่มเป็น 2.2% ในปีนี้ และ 2.4% ในปี ค.ศ. 2015 และในปี ค.ศ. 2016 ตามลำดับ
แต่ถ้าดูประเทศพัฒนาแล้วที่สำคัญเป็นรายประเทศจาก 3 ประเทศที่กล่าวข้างต้น คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และกลุ่มยุโรป จะเห็นว่าสหรัฐมีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีที่สุด โดย GDP (Gross Domestic Product) ของสหรัฐเติบโตต่อเนื่องกันมาหลายไตรมาส นับจากไตรมาสที่ 3 ของปี ค.ศ. 2013 และจนถึงขณะนี้ก็มีอัตราการเติบโต สูงกว่าเมื่อก่อนวิกฤตทางเศรษฐกิจถึง 5.6% ทั้งๆ ที่มีการหยุดทำงานของรัฐบาลไปช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งท่านผู้อ่านหลายท่านคงยังจำกันได้ดี นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนทางการคลังและมีอัตราดอกเบี้ยสูงด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้การเติบโตเป็นไปได้ตามคาด เนื่องจากการใช้จ่ายในการบริโภค (C : Consumption) กลับมาเพิ่มขึ้น และภาคธุรกิจก็กลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้ง เห็นได้จากการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น ผลผลิตทางอุตสาหกรรมและการจ้างงานเพิ่มขึ้น
สำหรับญี่ปุ่น เศรษฐกิจมีการตอบรับกับมาตรการทั้งทางการเงินและการคลังที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างดี มีการเติบโตที่่เข้มแข็ง (Robust Growth) มีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และโดยเฉพาะการมีค่าเงินเยนลดลงจนทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะเห็นได้จากผลผลิตที่สูงเกือบเท่าช่วงที่สูงที่สุดก่อนวิกฤตทางเศรษฐกิจ
ส่วนในกลุ่มยุโรปนั้น ถึงแม้ว่าผลผลิตจะยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจอยู่มาก โดยเฉพาะประเทศที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก อาจมีผลผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตทางเศรษฐกิจถึง 10% หรือ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เริ่มมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นในไตรมาส 2 ของปี ค.ศ. 2013 โดยมีประเทศเยอรมนีเป็นตัวนำ และใน 3 ประเทศ คือ ในไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ก็มีการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวช่วย นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ตกต่ำในอิตาลีและกรีซก็เริ่มดีขึ้น ซึ่งถ้าดูจากดรรชนีการซื้อ (PMI : Purchasing Manager Indices) จะเห็นว่ามีการขยายตัวติดต่อกันมา 6 เดือนแล้ว รวมถึง PMI ในสาขาบริการด้วย (ในเยอรมนี) ซึ่งเป็นสัญญาณให้เห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ กรณี PMI นี้ไม่ใช่จะขยายตัวเฉพาะในยุโรป แต่ในอเมริกา ซึ่งสาขาบริการมีถึง 2 ใน 3 ของผลผลิตรวม ก็มีการขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด
คราวนี้ลองมาดูเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาโดยรวมบ้าง ธนาคารโลกรายงานว่า โดยภาพรวมคาดคะเนว่าประเทศกำลังพัฒนาจะมีเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยมีอัตราเติบโตจาก 4.8% ในปี ค.ศ. 2013 เป็น 5.3% ในปีนี้ และ 5.5% และ 5.7% ในปี ค.ศ. 2015 และ 2016 ตามลำดับ แต่ก็ยังถือว่ามีการเติบโตน้อยกว่าช่วงที่มีการเติบโตสูงที่สุด ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจประมาณ 2.2% การฟื้นตัวของประเทศกำลังพัฒนานี้ เป็นผลพวงมาจากรายได้ที่สูงขึ้นและนโยบายของจีน แต่สาเหตุที่เศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนายังไม่กลับมาเติบโตอย่างพรวดพราดก็เพราะการค่อยๆ ลด QE ของสหรัฐ บวกกับการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์มีรายได้ลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม นอกจากการเติบโตที่จะมีเพิ่มขึ้นค่อนข้างช้าแล้ว จะยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเองด้วย
สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกได้จัดประเทศไทยไว้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในคาบสมุทรแปซิฟิก และเห็นว่าประเทศในเอเชียตะวันออกและคาบสมุทรแปซิฟิกมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่มากนัก โดยอัตราการเติบโตลดลงจาก 7.4% ในปี ค.ศ. 2012 เป็น 7.2% ในปี ค.ศ. 2013 โดยมีสาเหตุมาจากการเจริญเติบโตที่ลดลงในประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย เนื่องจากรายได้ที่ลดลงจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาลดลง บวกกับนโยบายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาภายใน นอกจากนี้ ธนาคารโลกมองว่ายังมีแรงกดดันในสินทรัพย์และค่าเงินในประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับตัว และในไทยเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองด้วย
บทความวันนี้มีตัวเลขค่อนข้างมาก จึงเขียนได้ภาพรวมๆ ก่อน และยังไม่สามารถลงข้อมูลที่เป็นกราฟได้ เนื่องจากเนื้อที่หมดพอดี ผู้เขียนจึงขอจบไว้เพียงแค่นี้ก่อน







