
หายนะตลาดเกิดใหม่ทุนหนี ศก.เปราะ กร่อนเชื่อมั่น
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ทำเอานักลงทุนทั่วโลกนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้กันเลยทีเดียว เมื่อสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (อีเมิร์จจิง มาร์เก็ต) ณ ห้วงเวลานี้ปรับตัวดิ่งฮวบอย่างรุนแรงจนเข้าขั้นสาหัส จนนักวิเคราะห์อดหวาดวิตกไม่ได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระลอกใหม่ใช่หรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ค่าเงินเปโซของอาร์เจนตินาปรับตัวลดลง 2 วันติดต่อกันถึง 16% เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในวันศุกร์ที่ 24 ม.ค. ค่าเงินเปโซที่ซื้อขายในรอบวันยังทำสถิติปรับตัวลดลง 11% ซึ่งนับได้ว่ามากที่สุดในรอบ 12 ปี จนในที่สุดทางการอาร์เจนตินาต้องออกกฎจำกัดปริมาณการแลกเปลี่ยนเงินสกุลเหรียญสหรัฐต่อบุคคลไม่เกิน 2,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ม.ค.
สำหรับค่าเงินสกุลอื่นในกลุ่มประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกับสกุลเงินเปโซของอาร์เจนตินา โดยสกุลเงินลีราของตุรกีทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ 2.3331 ลีราต่อเหรียญสหรัฐ และ 3.1950 ลีราต่อยูโร ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาในวันอังคารที่ 28 ม.ค. ที่ 2.2629 ลีราต่อเหรียญสหรัฐ แต่ก็รุนแรงพอที่จะทำให้ธนาคารกลางตุรกีต้องเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อหามาตรการรับมือโดยด่วน ขณะที่ค่าเงินแรนด์ของแอฟริกา และค่าเงินเรียลของบราซิลต่างปรับตัวลดลงมากเช่นกัน
สถานการณ์ดิ่งเหวข้างต้นยังส่งผลข้ามทวีปมาไกลถึงตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย โดยหลายประเทศในภูมิภาคแห่งนี้เริ่มต้นรอบสัปดาห์นี้แบบไม่สวยมากนัก ตัวอย่างเช่นค่าเงินริงกิตของมาเลเซียทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปี เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์เฉียดระดับต่ำสุดในรอบ4 ปีเช่นกัน และค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียทุบสถิติต่ำสุดในรอบสัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ด้านสถานการณ์ในตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหุ้นก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เมื่อช่วง 23 วันที่ผ่านมานี้ นักลงทุนต่างแห่เทขายหลักทรัพย์ออกจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกันทั่วหน้า และเพิ่งจะกลับสู่ระดับซื้อขายปกติเมื่อวันอังคารที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกต่างรอดูท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังการประชุมประจำเดือนของคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของเฟด ในวันที่ 2829 ม.ค.นี้ ตลอดจนรอดูการตัดสินใจของธนาคารกลางตุรกีว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อปกป้องสกุลเงินลีราของตนเองหรือไม่
ความพลิกผันจากตลาดดาวรุ่งพุ่งแรง ตำแหน่งขวัญใจนักลงทุนทั่วโลก และเป็นความหวังในการกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่เจอมรสุมหนักจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กลายมาเป็นดาวร่วง น่าหวาดผวาและน่าหวาดวิตก ที่นักลงทุนเมินหรือเบือนหน้าหนีเป็นทิวแถว ส่งผลให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ต้องพากันพลิกตำราหาคำอธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกันทั่วหน้า
ทั้งนี้ เมื่อประมวลเหตุผลจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าสาเหตุของสถานการณ์ความวุ่นวายในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่นี้ มีที่มาจากเหตุปัจจัยหลัก 3 ประการด้วยกัน คือ 1) การชะลอการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี)ของเฟด 2) การชะลอตัวเติบโตของเศรษฐกิจจีน และ 3) เหตุจากปัญหาความอ่อนแอภายในจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบางของประเทศเศรษฐกิจนั้นๆ เอง
สำหรับเหตุผลแรกสุด ที่ส่งผลให้เกิดแรงเทขายมหาศาลจนป่วนตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ย่อมหนีไม่พ้นการดำเนินมาตรการชะลอคิวอีของเฟด ที่ประกาศอย่างชัดเจนไปเมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา
เหตุผลเพราะการที่เฟดเดินหน้าลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายเดือนลงจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เพื่อความได้เปรียบในภาคการส่งออก ส่งผลให้นักลงทุนไม่มีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และเริ่มระมัดระวังการลงทุนของตนเองมากขึ้น รวมถึงการขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ การที่เฟดชะลอคิวอียังเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐกำลังฟื้นตัว ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ที่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ทำให้นักลงทุนเริ่มเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เคยมาลงทุนไว้ในตลาดเกิดใหม่กลับไปยังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแทน โดยรวมถึงภูมิภาคยุโรปที่มีสัญญาณฟื้นจากวิกฤตหนี้สาธารณะแล้วเช่นกัน
เหตุผลประการต่อมา คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีน โดย มานูเอล ฮินด์ส อดีตรัฐมนตรีคลังแห่งเอลซัลวาดอร์ อธิบายว่า สินค้าส่งออกของตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่คือสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นเศรษฐกิจจะดีหรือแย่จึงขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าเหล่านี้ ตลอดจนขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการสินค้าในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาการเติบโตอย่างร้อนแรงของจีน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างตุรกีและอาร์เจนตินาทำเงินได้มหาศาล
แน่นอนว่าการที่มหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งเอเชียมีสัญญาณเศรษฐกิจเติบโตที่แผ่วลงทำให้นักลงทุนเริ่มมองเห็นเค้าลางปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่
ปัญหาข้างต้นนำไปสู่ปัจจัยสุดท้าย คือ ความเปราะบางของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และความไร้เสถียรภาพทางการเงินและการเมืองของประเทศเหล่านั้นเอง เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของรัฐบาลในหลายประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าประเทศเหล่านี้ไม่ได้อาศัยโอกาสในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตเพราะทุนไหลเข้ามา จัดการปฏิรูประบบโครงสร้าง ทำให้ขาดภูมิต้านทานจนเห็นผลได้ชัดเมื่อทุนเริ่มไหลออก
ขณะเดียวกัน ความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินยังส่งผลต่อปริมาณเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในหลายประเทศลดต่ำลง โดยตุรกีมีเงินทุนสำรองเหลือเพียง 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่ามูลค่านำเข้าแค่ประมาณเดือนครึ่ง เงินทุนสำรองของประเทศเวเนซุเอลาลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี และเงินทุนสำรองของอาร์เจนตินาลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน แม้ปัญหาเรื่องปริมาณทุนสำรองจะไม่น่าวิตกสำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย แต่ประเด็นเรื่องปริมาณหนี้มหาศาล เช่น หนี้นอกระบบของจีน หรือหนี้ของรัฐบาลจากตลาดพันธบัตร ก็ถือเป็นปัจจัยที่นักลงทุนอดวิตกไม่ได้ โดยยังไม่นับรวมถึงปัญหาเสถียรภาพการเมืองในอีกหลายประเทศรวมถึงไทย ที่ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกพร้อมใจโบกมือลาตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์สรุปว่า ปัจจัยทั้งหมดโดยเฉพาะปัจจัยประการสุดท้าย ที่หากมองในทางตัวเลขอาจไม่เลวร้ายมากนัก แต่มีผลกระทบมหาศาลต่ออารมณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อตลาด ซึ่งนักวิเคราะห์แทบทุกสำนักเห็นตรงกันว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก และหากเสียไปแล้วก็ยิ่งเรียกคืนได้ยาก
และเมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุน เมื่อนั้นหายนะบังเกิดแน่นอน







