
แบงก์ผวาหนี้เสียคุมเข้มให้บัตรรูดปรื๊ด
ไทยพาณิชย์ ห่วงเศรษฐกิจ ชะลอทำหนี้เสียเพิ่ม ปรับเกณฑ์เข้มอนุมัติบัตรเครดิตใหม่
ไทยพาณิชย์ ห่วงเศรษฐกิจ ชะลอทำหนี้เสียเพิ่ม ปรับเกณฑ์เข้มอนุมัติบัตรเครดิตใหม่
น.ส.อารยา ภู่พานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารยังได้เพิ่มเกณฑ์การอนุมัติบัตรใหม่ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยปรับลดสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ของผู้สมัครบัตรใหม่ลงมาอยู่ที่ 50-70% จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่ 80-90% ซึ่งหมายความว่าลูกค้าที่มีภาระหนี้สูงอยู่แล้วจะมีโอกาสได้บัตรของธนาคารลดลง
ขณะที่การดูแลกลุ่มลูกค้าเดิมจะมีการตรวจสอบประวัติการค้างชำระในกรณีที่ลูกค้าขอขยายวงเงินสินเชื่อเข้ามาบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังปรับปรุงระบบการติดตามหนี้ด้วยการเพิ่มความถี่ในการส่งข้อความทางโทรศัพท์แจ้งเตือนงวดการชำระล่วงหน้ากับลูกค้าทุกกลุ่ม และเพิ่มจำนวนการว่าจ้างเอาต์ซอร์สในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น
“แม้ว่าปัจจุบันหนี้เสียบัตรเครดิตของธนาคารจะอยู่ที่ระดับ 0.97% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดที่ 2.7% แต่ในภาวะเช่นนี้เราก็ต้องระมัดระวังเรื่องคุณภาพหนี้ โดยกลุ่มที่มีปัญหาก็ยินดีให้เขามาปรับปรุงหนี้ โดยอาจปรับโครงสร้างไปเป็นสินเชื่อบุคคลเพื่อให้มีงวดผ่อนต่อเดือนต่ำลง ดีกว่าต้องกลายเป็นหนี้เสีย” น.ส.อารยา กล่าว
น.ส.อารยา กล่าวอีกว่า นอกจากธุรกิจบัตรเครดิตแล้ว ในปีนี้ธนาคารยังเพิ่มความเข้มงวดในการเติบโตธุรกิจสินเชื่อบุคคลด้วย โดยจะหันไปเน้นทำตลาดในกลุ่มคนที่มีเงินเดือนขั้นต่ำ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน เช่นเดียวกับบัตรเครดิต พร้อมตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อปล่อยใหม่ในปีนี้เอาไว้เพียง 7,000 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1,500 ล้านบาท เพื่อควบคุมหนี้เสียให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2%
ทั้งนี้ จากการเข้มงวดการออกบัตรเครดิตใหม่ สายงานธุรกิจบัตรเครดิตของธนาคารได้ปรับเป้าหมายการเติบโตยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 10% หรือคิดเป็นยอดใช้จ่ายรวมทั้งปีที่ 2.2 แสนล้านบาท ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ 17% เพื่อให้สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีแนวโน้มชะลอตัว
“เป้าที่ 17% เป็นตัวเลขที่ทำไว้ ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว แต่เท่าที่ดูจาก ยอดใช้จ่ายในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของปี เรามองว่าอาจทำได้ไม่ถึง เพราะในภาวะ ที่เศรษฐกิจชะลอจะมีผลต่อกำลังซื้อของคนที่รายได้ต่ำกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน เราจึงปรับเป้าลงมาเหลือ 10%” น.ส. อารยา กล่าว







