
พรก.ฉุกเฉินไล่แขกทุนต่างชาติผวาส่อย้ายหนี
พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ในทันทีที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นเวลา 60 วัน เพื่อรับมือกับการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลของมวลมหาประชาชน ดูเหมือนว่าในสายตาของสื่อและนักวิเคราะห์ต่างชาติแล้ว ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ท่าทีดังกล่าวนั้นได้กลายเป็นหลักไมล์สำคัญที่บ่งชี้ว่า “วิกฤตการเมืองไทยได้ยกระดับความร้อนแรงขึ้นอีกหนึ่งระดับแล้ว”
บลูมเบิร์กรายงานอ้างความเห็นของ เควิน เฮวิสัน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอเชียแห่งมหาวิทยาลัยเมอร์ด็อกจากออสเตรเลีย ว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเสี่ยงที่บ่งชี้ว่ารัฐบาลกำลังเปลี่ยนจุดยืนจากที่เคยประนีประนอมกับผู้ประท้วงไปสู่การเผชิญหน้า ซึ่งก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรง และนำไปสู่การปลุกเร้าให้กองทัพต้องเลือกข้าง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษที่จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการจัดการกับผู้ประท้วงมากขึ้น แต่หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดินหน้าขับไล่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการอยู่เช่นเดิม
วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุต่ออีกว่า ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ดูเหมือนว่าสถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหตุกลุ่มคนร้ายไม่ทราบฝ่ายได้ใช้ความรุนแรงและการลอบทำร้ายฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหลายครั้งหลายหนตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเข้าอย่างจังแล้ว หลังจากที่ เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น ได้ออกมาเผยว่า หากปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อต่อไป ทางบริษัทอาจจะหันมาทบทวนแผนการลงทุนในอนาคต เนื่องจากยอดขายรถของบริษัทได้ลดฮวบลงอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ไม่เพียงแต่โตโยต้าเท่านั้นที่ออกมาโอดครวญถึงผลกระทบจากวิกฤตการเมือง แต่ยังรวมถึงค่ายรถยนต์อื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น มาสด้า ที่เผยว่าวิกฤตการเมืองรอบล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อตัวแทนจำหน่ายรถแล้ว ขณะที่นิสสันก็เผยว่ายอดขายรถจากตัวแทนจำหน่ายในกรุงเทพฯ ซึ่งคิดเป็น 40% ของรายได้บริษัท ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักแล้วเช่นกัน
การออกมาส่งสัญญาณของนักลงทุนต่างชาติที่อาจจะทบทวนแผนการลงทุนในไทยหนนี้ ดูจะเป็นการบอกใบ้ว่ามนต์เสน่ห์แห่งการเป็นศูนย์กลางฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการมีระบบห่วงโซ่การผลิตที่เคยเป็นจุดแข็งของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติมาโดยตลอด กำลังเสื่อมถอยลงทุกขณะแล้ว หลังจากที่ต้องผจญกับวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่หลายแห่งจะยังคงยืนกรานหนักแน่นว่ายังไม่มีแผนการย้ายฐานการลงทุนหนีออกจากไทยในระยะนี้ พร้อมกับโปรยยาหอมว่าไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่สำคัญอยู่
ทว่า ราจิบ บิสวาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ บริษัทที่ปรึกษาและจัดการด้านความเสี่ยงชื่อดัง ให้ความเห็นว่า หากวิกฤตการเมืองไทยยังคงยืดเยื้ออยู่ต่อไป ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน
“นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังเริ่มจะมีความรู้สึกว่า ปัญหาความเสี่ยงทางการเมืองขณะนี้ได้ซึมลึกลงไป จนดูเหมือนจะไม่สามารถหาวิธีแก้ไขได้แล้ว ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนระยะยาวได้ ถ้าหากยังไม่รู้ว่าใครจะก้าวขึ้นมามีอำนาจหลังจากนี้” บิสวาส กล่าว
นอกจากนี้ ในขณะที่ไทยแลนด์กำลังมัวแต่ยุ่งเหยิงกับปัญหาการเมืองในประเทศ เหล่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ต่างก็หันมาเดินหน้าออกนโยบายดึงดูดและเอาอกเอาใจนักลงทุนต่างชาติอย่างหนัก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อหวังลุกขึ้นมาแย่งตำแหน่งเบอร์ 1 แห่งการเป็นฐานการลงทุนและการผลิตส่งออกรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนไปจากไทย
เห็นได้จากล่าสุด ที่รัฐบาล มาเลเซีย ได้ประกาศผ่อนคลายกฎการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดเล็กในประเทศ ด้วยการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กขนาดเครื่อง 1.8 ลิตร หรือต่ำกว่าได้ทันที โดยไม่ต้องร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นเหมือนในอดีตอีกต่อไป นอกจากนั้น นักลงทุนต่างชาติก็อาจจะได้รับมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น การงดเว้นภาษีให้อีกด้วย
จึงทำให้ต่อจากนี้ไป “เหล่าบริษัทยานยนต์จากญี่ปุ่นอาจไม่จำเป็นต้องง้อพี่ไทยให้เป็นฐานการผลิตและการส่งออกหลักเหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว”
ชินโกะ อิเคดะ นักวิเคราะห์จากโรแลนด์ เบอร์เกอร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยกับรอยเตอร์ส ว่า วิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบันอาจทำให้ผู้ผลิตยานยนต์ต่างชาติเริ่มหันมากระจายฐานการผลิตออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินโดนีเซียนั้นคาดว่าจะเป็นตัวเลือกที่จะเป็นแหล่งการลงทุนแห่งใหม่ของกลุ่มยานยนต์จากญี่ปุ่นที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากด้วยจำนวนประชากรแดนอิเหนาที่มากกว่าไทยถึง 4 เท่าตัว คาดว่าอินโดนีเซียจะแซงหน้าไทยในการเป็นฐานตลาดจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียนแทนที่ไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
ไม่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบันบริษัทผลิตรถจากญี่ปุ่นหลายรายก็ได้เริ่มเข้าไปตั้งฐานการผลิตที่อินโดนีเซียบ้างแล้ว ซึ่งการผลิตที่แดนอิเหนาก็มีข้อได้เปรียบเหนือไทยจากการที่มีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าอีกด้วย
“ไม่เหมือนกับในอดีตที่ไทยเป็นเพียงที่พึ่งฐานการลงทุนเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ของญี่ปุ่น ดังนั้น โตโยต้าจึงเบนเข็มหันไปให้ความสำคัญกับฐานการลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้น เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการผลิตจากฐานการผลิตในไทย” ริวอิชิโร อิโนอุเอะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวซิตี้และผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมยานยนต์จากญี่ปุ่น กล่าว
อิโนอุเอะ ให้ความเห็นต่ออีกว่า ขณะนี้โตโยต้าไม่ได้มีไทยเป็นแหล่งฐานเพียงแห่งเดียวเหมือนที่ผ่านมาอีก ทำให้โตโยต้าสามารถตัดสินใจปรับย้ายแผนการลงทุนใหม่ๆ หรือย้ายการผลิตรถยนต์บางรุ่นไปยังอินโดนีเซียแทนได้
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น ใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนและการส่งออกหลักมาโดยตลอดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จนทำให้แทบจะกลายส่วนหนึ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปแล้ว
โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของจีดีพี และสร้างการจ้างงานมากกว่า 5 แสนตำแหน่ง ขณะที่ยอดการผลิตรถต่อปีทั้งสิ้นอยู่ที่ 2.5 ล้านคัน จึงทำให้ไทยถูกขนานนามว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย”
นอกจากนี้ บริษัทผลิตรถยนต์จากแดนปลาดิบ ยังครองส่วนแบ่งในการตลาดรถยนต์ของไทยไว้ในกำมือมากถึง 80% เลยทีเดียว ทำให้ตลาดรถยนต์ในไทยกลายเป็นตลาดรถที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนของบริษัทยานยนต์จากญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่านักลงทุนต่างชาติจะเริ่มหันมาพิจารณาความเสี่ยงต่อการใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนมากขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตการเมืองขึ้นหลายครั้ง แต่อิโนอุเอะเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้หลายบริษัทยังคงใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักอยู่เช่นเดิม เพราะไทยยังมีจุดแข็งในด้านการมีฐานการผลิตและระบบห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งอยู่ ขณะที่แรงงานก็เป็นแรงงานที่มีฝีมือ นอกจากนี้ หลายบริษัทยังมีสัดส่วนการลงทุนในไทยเยอะอยู่แล้ว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าไทยจะมีจุดแข็งแค่ไหน หากวิกฤตการเมืองยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง และไม่มีแววว่าจะจบลงในเร็วๆ นี้ โอกาสการลงทุนดีๆ จากต่างชาติในไทยย่อมหนีหายไปอย่างแน่นอน







