
แนะผ่าทางตันความขัดแย้งโดยใช้หลักศาสนา
ศูนย์คุณธรรมร่วมกับเครือข่ายศาสนา ร่วมหาทางออกความขัดแย้งในประเทศ แนะใช้หลักธรรมปฏิบัติในชีวิตจริง
ศูนย์คุณธรรมร่วมกับเครือข่ายศาสนา ร่วมหาทางออกความขัดแย้งในประเทศ แนะใช้หลักธรรมปฏิบัติในชีวิตจริง
ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดเวทีเสวนา ในหัวข้อ “ไขคำตอบก้าวผ่านความขัดแย้ง สู่สังคมสันติ ด้วยหลักศาสนา” ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีผู้แทนจากศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และภาคีเครือข่ายศาสนาอื่นๆ เข้าร่วม 32 ภาคี พร้อมทั้งลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนกระบวนการสมัชชาคุณธรรม เพื่อร่วมกันเยียวยาวิกฤตการแบ่งสีในสังคมไทย โดยใช้หลักคุณธรรมทางศาสนา ภายใต้แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ ฉบับทบทวน พ.ศ.2557-2559
นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การรวมกันเครือข่ายศาสนากว่า 32 ภาคี เพื่อหารือกัน สนับสนุนบทบาทของเครือข่ายศาสนาให้เป็นแกนนำหลักในการกำหนดรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนคุณธรรมด้านความซื่อตรงไปยังทุกภาคส่วน เพราะศาสนาเป็นสถาบันหลักที่คนไทยส่วนใหญ่ต่างนับถือ สามารถสร้างความสันติสุข ความสงบสุขร่วมกัน
“สังคมไทยมีวัฒนธรรมในการสั่งสอนให้ลูกหลานประพฤติตนไปในทางที่ดีด้วยวาจา แต่ยังขาดต้นแบบในการลงมือทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม การผลักดันให้ศาสนาเป็นหลัก เป็นตัวอย่างของการประพฤติที่ดีงาม จึงมีส่วนปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งต่างๆ” นางฉวีรัตน์ กล่าว
พระมหาเฉลิม ปิยะทัสสี ผู้แทนมูลนิธิวัดปัญญานันทาราม เทศนาธรรมว่า ความทุกข์เป็นความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งสามารถมองได้หลายมุม ทั้งมิติความขัดแย้งภายในและภายนอก ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ อาจนำไปสู่วิวัฒนาการก็ได้ หรือนำไปสู่วินาศนาการก็ได้ แต่แน่นอนที่เราต้องคือความขัดแย้งที่เปลี่ยนแปลงและเกิดความดีขึ้น ศาสนาเป็นที่พึ่งสำคัญ เมื่อมีความขัดแย้งก็ต้องใช้ศาสนาเป็นสำคัญ ช่วยสร้างความสงบให้เกิดขึ้น
“คิด พูด ทำ ตั้งเมตตาไว้ก่อน เพราะแต่ละคนมีทุกข์มากพอแล้ว ไม่ควรไปเพิ่มทุกข์ให้เขา แต่ช่วยกันลดผ่อนความทุกข์ให้ถึงที่สุดคือความไม่ทุกข์ อย่าพึ่งคิดว่าคนอื่นร้าย อย่าไปหวังจากคนอื่น ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน” พระมหาเฉลิม กล่าว
นายมูฮัมหมัดเฟาซี แยนา ผู้แทนมูลนิธิสภายุวมุสลิมโลก ให้ความเห็นว่า ลึกๆของความเป็นมนุษย์แล้วต้องการความสงบ แต่พวกเรานั้นพูดมากกันจนไม่มีเวลาที่จะฟังคนอื่นพูด ถ้าฟังกันมากๆจะนำมาซึ่งจิตใจที่มีความสุขสงบขึ้น อิสลามส่งเสริมให้ปฏิรูปตนเอง อยากให้เราดูคำสอนของศาสนาเรื่องที่บอกว่าให้มีความสุขอย่างไร อดทนอย่างไรไม่ให้โกรธเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่คุกคามใคร ทุกวันนี้เราไม่ใช้ประเด็นนี้เข้ามาคุย มักมองว่าศาสนานั้นสูงส่งเหมือนวางไว้บนหิ้ง มนุษย์ไม่ต้องการให้ใครมาโกรธเกลียดตัวเอง จึงควรหันมาทบทวนตัวเอง เพื่อให้เป็นแบบอย่างเป็นกระจกที่จะส่องซึ่งกันและกันได้ ทุกวันนี้เราไม่นำเรื่องศาสนาเข้าไปใช้ในการดำเนินชีวิต หลักการศาสนาข้อหนึ่งสอนไว้ว่าเราควรระงับความโกรธของเรา และเรานั้นจะต้องให้อภัยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ด้าน พระสังฆราช พิบูลย์วิสิฐนนทชัย ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่ออภิบาลสังคม กล่าวว่า ช่วงนี้สอนอะไรไม่มีใครฟัง เหมือนร่างตัวเองติดไฟ จุดคนละนิดละหน่อย ต่างคนต่างวิเคราะห์ประเทศไทยไม่ดีทั้งความโปร่งใส ความล้าสมัย ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความฝันว่าอนาคตไทยเป็นอย่างไร ควรใช้ 3 ประการนี้ 1.เคารพเกียรติและศักดิ์ศรีต่อกัน แม้จะเกลียดชังกันแค่ไหน อย่าล้ำอธิปไตยของผู้อื่น 2.คิดถึงความดีของส่วนรวมของประเทศ ถ้าคิดว่าทนเพื่อความดีในวันข้างหน้าจะทำให้ดีขึ้น และ 3.ศาสนาเลือกข้างไม่ได้ ศาสนาต้องรักทุกฝ่าย เป็นเหมือนบิดามารดา รักเท่ากันทุกคน
ม.ล.จตุรพิธ ชมพูนุท ผู้แทนศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ กล่าวว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่มีทั่วโลก ดังนั้นคิดเสมอว่าเราอยู่ในกระแสสากล แต่ของประเทศไทยแปลกตรงที่พอเกิดความขัดแย้ง เราก็หาคำตอบจากหมอดู จากคนดูฮวงจุ้ย เหมือนเราหาคำตอบจากผี แต่วันนี้คำตอบเหล่านั้นไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามคำตอบนั้นต้องไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัว คำตอบต้องมาจากศาสนา ต้องมาจากพระคัมภีร์พระพุทธศาสนา อัลกุรอาน ไบเบิ้ล ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเป็นคำตอบใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสิ่งใหญ่ๆ ล้วนมาจากสิ่งเล็กๆ พระเจ้าไม่เคยใช้คนจำนวนมหาศาลมาคุยกันแล้วขับเคลื่อน แต่พระเจ้าใช้คนเพียงคนเดียวเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะศาสนิกชนก็คือ ตัวของเราเองจะต้องเริ่มต้นที่จะซื่อตรงต่อตัวเองและคำสอนโดยไม่บิดเบือน
ขณะที่ นายดาร์ซันซิงห์ นารัง ผู้แทนศาสนาซิกข์ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีความแตกแยกอย่างชัดเจน แต่คิดว่าไม่เกินการเยียวยาของเราทุกคน ซึงต้องก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยหลักปรัชญาทางศาสนาที่ตนนับถือ ในส่วนของศาสนาซิกข์ พระศาสดาได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์คือมวลมิตร ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่ผู้แปลกหน้า และมนุษย์ทุกคนล้วนกำเนิดมากจากพระเจ้าองค์เดียวกัน ศาสนาสอนให้รู้จักการให้อภัยและให้ลืมความผิดพลาดในอดีต เพราะการทำความผิดไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การไม่รับผิดและไม่แก้ไขในสิ่งผิดนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ฉะนั้นยังไม่สายเกินไปที่พวกเราจะร่วมกันแก้ไขสิ่งที่ผิด รู้จักการให้อภัย และเริ่มตั้งชิวิตอันสดใสใหม่ สันติภาพที่ทุกคนต่างปราศนา หากจะได้มาต้องรู้จักเสียสละ ความเห็นแก่ตัว รู้จักแยกแยะผิดถูก เคารพและให้เกียรติในความแตกต่างทางความคิดและการเชื่อถือ พยายามหาความเหมือนกันในความแตกต่าง







