posttoday
คณะราชกรรมาธิการ

คณะราชกรรมาธิการ

22 มกราคม 2557

ผมเห็นด้วยว่าในยามวิกฤตนี้ เราควรแสวงจุดร่วมให้มากขึ้น ดังนั้น เมื่อมีคณะบุคคลจากฝ่ายวิชาการและประชาสังคม มาเสนอจุดร่วมว่า “2 ไม่เอา 2 เอา” คือไม่เอาความรุนแรงและรัฐประหาร และเห็นด้วยกับการเลือกตั้งและการปฏิรูปในวิถีประชาธิปไตย ผมก็ขอสนับสนุนการริเริ่มของคณะบุคคลดังกล่าวมา ณ โอกาสนี้ ขณะเดียวกัน ก็อยากช่วยเสริม โดยพยายามคิดจะเอาอะไร ไม่เอาอะไรดีในเชิงวิธีการหรือกระบวนการ

ผมเห็นด้วยว่าในยามวิกฤตนี้ เราควรแสวงจุดร่วมให้มากขึ้น ดังนั้น เมื่อมีคณะบุคคลจากฝ่ายวิชาการและประชาสังคม มาเสนอจุดร่วมว่า “2 ไม่เอา 2 เอา” คือไม่เอาความรุนแรงและรัฐประหาร และเห็นด้วยกับการเลือกตั้งและการปฏิรูปในวิถีประชาธิปไตย ผมก็ขอสนับสนุนการริเริ่มของคณะบุคคลดังกล่าวมา ณ โอกาสนี้ ขณะเดียวกัน ก็อยากช่วยเสริม โดยพยายามคิดจะเอาอะไร ไม่เอาอะไรดีในเชิงวิธีการหรือกระบวนการ

ปัญหาในเชิงวิธีการข้อหนึ่งในเวลานี้คือ วัฒนธรรมเลขสอง (dualism) หรือการแบ่งเป็นสองข้าง ข้างเราถูก ข้างเขาผิด ข้างเราต้องชนะ ข้างเขาจะแพ้ เราจะก้าวพ้นการแบ่งข้างไปได้ยาก หากยังติดกับอยู่กับการด่วนตัดสินและการบ่มเพาะความเกลียดชัง จึงมีข้อเสนอทำนองเลียนแบบบ้างคือ เพิ่ม “1 ไม่เอา (don’t) และ 1 เอา (do)” ดังนี้ ไม่เอามิจฉาวาจา ได้แก่ การพูดปด การพูดหยาบคาย การพูดอาฆาตมาดร้าย และการพูดส่อเสียด หรือถ้าจะประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ก็อาจจะกล่าวว่า ไม่เอาการพูดเข้าข้างแต่พวกเรา หรือพูดเอาแต่ได้ ไม่เอาการพูดเพียงถล่มอีกฝ่าย หรือพูดเอาแต่ด่า ส่วนเรื่องที่ควรทำคือ ใช้สัมมาวาจา ได้แก่ การพูดความจริง การพูดสุภาพ การพูดให้ถูกกาลเทศะ และพูดให้เกิดประโยชน์ ถ้าจะประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ ก็อาจจะกล่าวว่า เอาการพูดที่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง สรุปคือ “ไม่เอามิจฉาวาจา เอาสัมมาวาจา”

ในการก้าวพ้นความคิดที่จะเอาชนะกันให้จงได้ของวัฒนธรรมเลขสอง จึงมีข้อเสนอทำนองเลียนแบบบ้าง โดยเพิ่ม “1 ไม่เอา (don’t) และ 1 เอา (do)” อีกหนึ่งชุดคือ “ไม่เอาการเอาชนะสุดซอย เอาการพูดคุยเจรจาเพื่อร่วมกันหาทางออก”

คำถามต่อไปก็คือ แล้วจะให้พูดคุยเจรจากันเรื่องอะไร คราวนี้ควรพูดคุยกันในเรื่องการปฏิรูป ซึ่งดูเหมือนว่าทุกฝ่าย “จะเอาด้วย” แต่ในเบื้องต้นควรพูดคุยในเรื่องหัวข้อใหญ่ของการปฏิรูป เช่น การกระจายอำนาจ การลดความเหลื่อมล้ำ การลดการทุจริตคอร์รัปชั่น การปฏิรูประบบเลือกตั้ง และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น เพราะการลงรายละเอียดต้องใช้เวลาและต้องมีกระบวนการที่ดี นอกจากพูดเรื่องหัวข้อแล้ว ขอให้พูดเรื่องวิธีการปฏิรูปเป็นสำคัญ

ที่ผ่านมามีการเสนอวิธีการปฏิรูปโดยให้มีองค์กรมาทำหน้าที่นี้ โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน เช่น สภาประชาชน สภาปฏิรูปประเทศ สภาปฏิรูปการเมือง ส่วนที่มาของสภาก็มีการเสนออย่างหลากหลาย เช่น การแต่งตั้งส่วนหนึ่ง และการเลือกตั้งตามสาขาอาชีพอีกส่วนหนึ่ง การสรรหาบุคคลซึ่งมีที่มาอันหลากหลายให้ประกอบกันเป็นสมัชชาเพื่อเลือกกันเองเป็นสภาปฏิรูปประเทศ เป็นต้น

ในที่นี้ขอเสนอทางเลือกเพื่อประกอบการพิจารณาอีกทางหนึ่งคือ การปฏิรูปโดยองค์กร ที่มีชื่อว่า คณะราชกรรมาธิการ (Royal Commission) ข้อเสนอนี้ต่างจากการมีสภาอยู่ตรงที่ว่า สภาจะดูแลการปฏิรูปในทุกด้าน แต่คณะราชกรรมาธิการจะดูแลการปฏิรูปเป็นเรื่องๆ ไป ซึ่งต่างก็มีข้อดีข้อเสียอยู่ในตัว

เราอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคณะราชกรรมาธิการ แต่อันที่จริงในราชอาณาจักรหลายแห่ง เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ และซาอุดิอาระเบีย เขาก็มีคณะราชกรรมาธิการหรือ Royal Commission มานานแล้ว เช่น ในออสเตรเลีย มีการออกกฎหมายชื่อว่า Royal Commission Act ในปี ค.ศ. 1902 ตั้งแต่การออกกฎหมายนั้นจนถึงบัดนี้ ออสเตรเลียได้ตั้งคณะราชกรรมาธิการมาแล้ว 130 คณะ ล่าสุดในปี ค.ศ. 2012 ได้ตั้งคณะราชกรรมาธิการว่าด้วยการตอบสนองเชิงสถาบันต่อการละเมิดทางเพศต่อเด็ก อำนาจหน้าที่ของคณะราชกรรมาธิการจะมีตามข้อกำหนด (Term of Reference) ของการแต่งตั้ง บางคณะมีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน (Inquiry or Investigation) การเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล การรับฟังความเห็น ทั้งในทางเปิดเผยและไม่เปิดเผย คณะราชกรรมาธิการจะทำรายงานเสนอต่อผู้มีอำนาจหน้าที่และสาธารณชน บ่อยครั้งทีเดียวที่รายงานเหล่านี้ จะมีผลโดยรัฐบาลรับข้อเสนอบางข้อหรือทั้งหมดไปดำเนินการ รวมทั้งการออกเป็นกฎหมาย

ข้อเสนอในเชิงกระบวนการปฏิรูปก็คือ ให้รัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือในฐานะเท่าเทียมกันในด้านการปฏิรูปการเมือง โดยออกกฎหมายรองรับให้มีคณะราชกรรมาธิการ ซึ่งจะทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตามการถวายคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คณะราชกรรมาธิการสามารถทำงานได้อย่างอิสระจากรัฐบาลและอย่างมีประสิทธิผล โดยรัฐบาลไม่สามารถปลดคณะราชกรรมาธิการได้ หากมีกรณีที่คณะราชกรรมาธิการไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติเกินข้อกำหนด ก็ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยและสั่งยกเลิกคณะราชกรรมาธิการได้ เมื่อมีกฎหมายแล้วก็ดำเนินการให้มีการแต่งตั้งคณะราชกรรมาธิการขึ้นมาหลายคณะ แต่ละคณะจะมีข้อกำหนดให้ดำเนินการปฏิรูปเป็นเรื่องๆ ไป ตามแต่จะพูดคุยตกลงกันในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว

สำหรับการได้มาซึ่งกรรมาธิการในแต่ละคณะ ขอเสนอให้มีคนกลางที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยอมรับได้เป็นแกนนำ และให้ทุกฝ่ายรวมทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน กปปส. นปช. ภาคราชการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน ชนกลุ่มน้อย ฯลฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียในประเด็นที่คณะราชกรรมาธิการจะศึกษาเสนอแนะ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมาธิการ โดยฝ่ายบริหารจัดให้มีกลไกและกระบวนการปฏิรูปที่จริงจัง โดยสำนักงานคณะราชกรรมาธิการมีบุคลากรและงบประมาณที่เพียงพอ มีอาสาสมัครทำงานเต็มเวลาที่ทำงานการมีส่วนร่วมในภาคสนาม และมีการสื่อสารกับสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมีวาระการทำงาน 2 ปี หากคณะราชกรรมาธิการมีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปขนาดใหญ่ เช่น การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอให้มีการลงประชามติ ส่วนข้อเสนออื่นๆ ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการ

สรุปก็คือ ผมมองว่าปัญหาอยู่ที่วัฒนธรรมเลขสองหรือการแบ่งข้าง “ข้างเราถูก ข้างเขาผิด” ซึ่งจะต้องก้าวพ้นไปเป็น “ข้างเราถูกบ้าง ข้างเขาผิดบ้าง” หรือ “เรามีจุดร่วมที่ทำให้เห็นว่าเราถูกทั้งคู่” วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการก้าวพ้นดังกล่าวคือ การหักด่านวาทกรรมเกลียดชังโดย “ไม่เอามิจฉาวาจา เอาสัมมาวาจา” นั่นเอง องค์ประกอบอีกด้านหนึ่งของวัฒนธรรมเลขสองคือ “ข้างเราต้องชนะ ข้างเขาจะแพ้” ซึ่งอาจก้าวพ้นได้โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็น “ไม่เอาการเอาชนะสุดซอย เอาการพูดคุยเจรจา เพื่อร่วมกันหาทางออก” สุดท้ายขอเสนอว่า ในการพูดคุยเจรจานั้น ขอให้พูดคุยในเบื้องต้นในหัวข้อใหญ่ของการปฏิรูป แล้วดำเนินการ ให้มีการแต่งตั้งคณะราชกรรมาธิการมาศึกษาแนะนำการปฏิรูปแยกเป็นหัวข้อๆ ไป ทำให้ได้การทำงานโดยบุคคลที่ตรงกับงาน ทำงานอิสระจากรัฐบาลเพราะมาจากการโปรดเกล้าฯ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน