
กปปส.: จากอารยะขัดขืนสู่มาตรการลงโทษทางสังคม
มนุษย์ตั้งแต่ยุคโบราณเรื่อยมาจนกระทั่งถึงสังคมประชาธิปไตยในปัจจุบันได้สร้างกลไกทางสังคมหลากหลายรูปแบบขึ้น เพื่อใช้ควบคุมกันเองและควบคุมผู้ปกครอง กลไกทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่แทบทุกสังคมในโลกใช้เหมือนๆ กัน เพื่อทำให้สังคมเกิดดุลยภาพก็คือมาตรการลงโทษทางสังคม หรือการลงโทษทางสังคม (Social sanctions)
มนุษย์ตั้งแต่ยุคโบราณเรื่อยมาจนกระทั่งถึงสังคมประชาธิปไตยในปัจจุบันได้สร้างกลไกทางสังคมหลากหลายรูปแบบขึ้น เพื่อใช้ควบคุมกันเองและควบคุมผู้ปกครอง กลไกทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่แทบทุกสังคมในโลกใช้เหมือนๆ กัน เพื่อทำให้สังคมเกิดดุลยภาพก็คือมาตรการลงโทษทางสังคม หรือการลงโทษทางสังคม (Social sanctions)
จุดมุ่งหมายของการใช้การลงโทษทางสังคมส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อสร้างความอับอายขายหน้า หรือบางครั้งเพื่อขับไล่ผู้กระทำความผิดให้พ้นไปจากสังคม ที่สำคัญก็คือผู้ที่ใช้เครื่องมืออันนี้มักเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีอำนาจในสังคมที่ใช้ควบคุมผู้ปกครอง
รูปแบบการต่อต้านผู้ปกครองโดยใช้การลงโทษทางสังคมที่มีมาแต่อดีต เช่น การใช้้บทเพลง บทกวี การล้อเลียนให้ผู้ปกครองเป็นตัวตลก การปราศรัยต่อหน้าฝูงชน การใช้ภาพการ์ตูนล้อเลียน การแสดงละคร และการใช้้วารสารใต้ดิน เป็นต้น
ส่วนรูปแบบการลงโทษทางสังคมในยุคใหม่มีตั้งแต่การใช้ “อารยะขัดขืน” การชุมนุมประท้วง การใช้โปสเตอร์ การส่งข้อความที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ การตำหนิติเตียน การส่งไลน์ การส่งภาพและการสื่อสารสองทางในระบบสื่อสังคม
กล่าวโดยสรุปก็คือการลงโทษทางสังคม เป็นการต่อต้านผู้ปกครองที่อาจอยู่ในรูปที่ปิดบังซ่อนเร้น ไปจนถึงการต่อต้านอย่างเปิดเผยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับเงื่อนไขโครงสร้างของโอกาสทางการเมือง วัฒนธรรมของสังคมและบทบาทของผู้นำที่มองว่าการต่อต้านในรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของผู้ต่อต้านมากที่สุด ไม่มีสูตรสำเร็จรูปว่าการลงโทษทางสังคมรูปแบบไหนจะเกิดขึ้น และรูปแบบไหนจะเหมาะสมมากที่สุดในสถานการณ์หนึ่งๆ
การชุมนุมของ กปปส. ในระยะเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. 2556 ในประเด็นที่ไม่ยอมรับการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็น “อารยะขัดขืน” หรือเป็น “การใช้สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐ” (Civil disobedience) เพราะเป็นการต่อสู้อย่างสงบสันติและไม่ใช้ความรุนแรง
แต่กรอบความคิดที่สำคัญประการหนึ่งของอารยะขัดขืนก็คือต้องเป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือระบอบการปกครอง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการทำอารยะขัดขืนต้องเป็นไปเพื่อทำให้ระบอบการปกครองที่มีอยู่ในขณะนั้นมีความสมบูรณ์มากขึ้น
ฉะนั้น เมื่อรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ส่งสัญญาณว่าขอยอมแพ้เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่มวลมหาประชาชนยังคงไม่ไว้เนื้อเชื่อใจรัฐบาลว่าจะหยิบยก พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับขึ้นมาใหม่ในอนาคตอีกหรือไม่ ความตื่นตัวของมวลชนได้นำไปสู่การเรียกร้องต่อรัฐบาลในระดับที่สูงขึ้น
นั่นคือต้องการเห็นการปฏิรูปทางการเมืองที่ครอบคลุมการปฏิรูปกลไกการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันกลุ่มธุรกิจที่หันมาลงทุนทางการเมือง โดยการใช้เงินซื้ออำนาจการเมืองแล้วใช้อำนาจการเมืองไปกอบโกยผลประโยชน์ทางธุรกิจ กลไกการป้องกันและการลงโทษผู้กระทำความผิดข้อหาคอร์รัปชั่น กลไกการกระจายสู่ท้องถิ่น
รวมถึงยกเครื่องระบบการบริหารงานตำรวจเสียใหม่ ข้อเรียกร้องของ กปปส. เป็นหลักคิดสมัยใหม่ที่มองว่าการปฏิรูปจะต้องไม่มาจากบทบาทภาครัฐแต่ฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต แต่ภาคประชาสังคมต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในฐานะที่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิรูปด้วย หลักคิดแบบมีธรรมาภิบาลของ กปปส. จึงมีความแตกต่างอย่างสำคัญกับหลักคิดของรัฐบาลในขณะนี้ ที่ต้องการตัดสินใจโดยฝ่ายการเมืองแต่ฝ่ายเดียว
ผมไม่แปลกใจที่เห็นนักวิชาการที่ศรัทธาต่อแนวคิดอารยะขัดขืนได้ออกมาวิจารณ์ว่าการเรียกร้องของ กปปส. ในขั้นตอนใหม่นี้ไม่ใช่การทำอารยะขัดขืน ผมเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ดังกล่าว เพราะข้อเรียกร้องและปฏิบัติการของ กปปส.ได้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมของมวลมหาประชาชนว่าได้เดินทางผ่านขั้นตอนนั้นไปเรียบร้อยแล้ว
และพวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่การใช้การลงโทษทางสังคมที่มิใช่มุ่งกระทำต่อตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งในตระกูลชินวัตรหรือในคณะรัฐบาลรักษาการชุดนี้ แต่พวกเขากำลังใช้การลงโทษทางสังคมต่อระบอบทักษิณ ซึ่งเป็นระบอบที่พวกเขาเห็นว่าเต็มไปด้วยการทุจริต การคดโกง ความละโมบ และการแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองของบรรดานักการเมืองและพวกพ้องอย่างไร้ขีดจำกัด
รูปแบบการแสดงออกว่ามวลชนกำลังใช้มาตรการลงโทษทางสังคมต่อระบอบทักษิณ เช่น การปราศรัย การใช้สัญลักษณ์ (เช่น นกหวีด การสวมเสื้อยืดที่มีข้อความต่อต้าน การใช้สายรัดข้อมือที่เป็นสีธงชาติ ฯลฯ) การบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการชุมนุม การแสดงดนตรี การอ่านบทกวี แต่รูปแบบการลงโทษทางสังคมที่สูงสุดของ กปปส.คือการชุมนุมใหญ่ การเดินขบวนชักชวนให้คนเข้าร่วมการชุมนุม และการประกาศปิดกรุงเทพฯ
ในแง่ของจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ ผมยอมรับโดยดุษณีที่มีการเรียกผู้เข้าร่วมชุมนุมว่า “มวลมหาประชาชน” เพราะเป็นคำที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด และผมไม่มีข้อสงสัยเลยว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งก็ได้
ผมมีข้อสังเกตว่าการชุมนุมใหญ่ของประชาชนที่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบเผด็จการทหาร หรือระบอบประชาธิปไตยที่ผู้นำประเทศถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่นในระยะใกล้ๆ นี้ ที่นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน เช่น ระบอบมาร์กอสและเอสตราดาของฟิลิปปินส์ ระบอบซูฮาร์โตของอินโดนีเซีย และระบอบมูบารักของอียิปต์ การใช้มาตรการลงโทษทางสังคมของมวลมหาประชาชนในประเทศข้างต้นเพียงอย่างเดียว พบว่าไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะคว่ำระบอบการปกครองของทรราชเหล่านั้นได้
ในกรณีของมาร์กอสจุดพลิกผันทางการเมืองเกิดขึ้นเมื่อ รมว.กลาโหมและเสนาธิการทหารร่วมกับทหารราว 500 คน ออกมาประกาศขอยืนอยู่กับฝ่ายประชาชนและไม่ขอปกป้องรัฐบาลที่โกงกินชาติอีกต่อไป แต่ด้วยกำลังทหารที่สนับสนุนน้อยนิดจึงยากที่จะเอาชนะมาร์กอสได้
ในกรณีนี้กำลังที่ชี้ขาดและตัดสินการแพ้ชนะมาจากสถาบันศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ที่นำโดยพระสังฆราชคาดินาล ซิน ที่เรียกร้องให้ประชาชนฟิลิปปินส์ออกมาปกป้องทหารที่ยืนอยู่กับฝ่ายประชาชน ถือได้ว่าการลงโทษทางศาสนาเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ชี้ขาดชัยชนะ เช่นเดียวกับกรณีของเอสตราดาที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชนระดับรากหญ้าที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ แต่ชะตากรรมของเขามาสู่จุดจบ ไม่ใช่จากการถูกลงโทษทางสังคมของประชาชนเท่านั้น แต่มาจากการถูกลงโทษทางกฎหมายและการถูกลงโทษทางศาสนาของฝ่ายคริสตจักรเช่นเดียวกัน
ส่วนกรณีของซูฮาร์โตและมูบารัก เมื่อเผชิญหน้ากับมวลมหาประชาชน พวกเขาก็ประกาศพร้อมจะต่อสู้เหมือนมาร์กอสและเอสตราดา แต่อดีตประธานาธิบดีทั้งสองต้องเปลี่ยนใจ เมื่อผู้นำกองทัพแนะนำให้เขาลาออกแทนที่จะต้องเสียเลือดเนื้อของคนในชาติ
น่าแปลกประหลาดใจว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของผู้นำในกลุ่มอาเซียนมีความเสียหายค่อนข้างน้อย แต่กรณีของอียิปต์กลับมีความเสียหายกว่ามาก ที่สำคัญก็คือการผ่องถ่ายอำนาจจากระบอบเผด็จการสู่ระบอบประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเป็นไปได้ค่อนข้างราบรื่น เมื่อพิจารณาจากมุมมองในระยะยาว
ส่วนของไทยคงจะต้องรอดูว่าปัจจัยอะไรจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ระบอบทักษิณสิ้นสุดลง







