
กรีซจุดชนวนวิกฤตรอบ2
ความฝันที่แต่ละประเทศจะหวังเกาะกระแสเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวตามไปด้วย ก็อาจต้องพังลงและตื่นมาพบกับความจริงของกองหนี้ก้อนโตแบบเดียวกับกรีซ
ความฝันที่แต่ละประเทศจะหวังเกาะกระแสเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวตามไปด้วย ก็อาจต้องพังลงและตื่นมาพบกับความจริงของกองหนี้ก้อนโตแบบเดียวกับกรีซ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เสียแล้วกับวิกฤตการณ์หนี้กรีซ ที่คราวนี้แม้แต่เงินก็ซื้อทางออกให้ไม่ได้
เพราะแม้จะมีการบรรลุข้อตกลงช่วยเหลือจำนวน 1.1 แสนล้านยูโร หรือกว่า 4.6 ล้านล้านบาท ออกมา ทว่าสถานการณ์ในตลาดทุนโลกกลับไม่ขานรับ ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียว ดิ่งลง 361.71 จุด พร้อมกับการเทขายของนักลงทุนทั่วโลก เงินยูโรอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 1 ปีมาอยู่ที่ 1.28 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งน้ำมันและทองคำ ยังคงทำราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตรงกันข้าม นอกจากปัญหากรีซจะมีความรุนแรงในตัวเองมากในระดับหนึ่งแล้ว ตลาดทุนและบรรดานักเศรษฐศาสตร์กลับยิ่งขยายภาพปัญหาของกรีซให้กว้างและน่าวิตกยิ่งขึ้นไปอีก
โดยเฉพาะแนวโน้มที่ปัญหาหนี้ของกรีซ จะนำไปสู่วิกฤตการณ์ภาคการเงินยุโรป (Financial Crisis) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2007 และนำไปสู่วิกฤตการณ์หนี้สาธารณะ (Public Debt) ทั่วทั้งโลก ที่นักเศรษฐศาสตร์กำลังตื่นตัวกันมากขึ้น
ปัญหาหนี้สาธารณะของทั่วโลก ก็ไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลากลุ่มใหญ่ โดยที่กรีซเป็นระเบิดลูกแรกที่ใกล้ถึงเวลาที่สุด หากไม่มีกรีซเป็นตัวเร่ง โลกก็อาจหลงลืมไปชั่วขณะว่าปัญหาหนี้สาธารณะของอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างก็น่ากลัวไม่แพ้กัน
นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในสหรัฐเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์|ยูเอสเอ ทูเดย์ ว่า แม้ตลาดทุนโลกในวันนี้จะเน้นความกังวลไปที่กรีซ ทว่ากรีซก็เป็นแค่ปลายยอดของปัญหาเท่านั้น
“วันนี้เป็นกรีซ แต่พรุ่งนี้อาจเป็นสเปน โปรตุเกส ไอซ์แลนด์ หรือไอร์แลนด์ และไม่ช้าก็เร็ว ญี่ปุ่นกับสหรัฐก็จะกลายเป็นหัวใจหลักของวิกฤตการณ์ที่เขย่าภาวะเศรษฐกิจโลก” รูบินี กล่าว
ณ วันนี้ ระดับหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นพุ่งสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยจะทะลุไปถึง 200% ของจีดีพีประเทศในปีหน้า
ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐที่กระเตื้องขึ้นทีละน้อย ก็อยู่บนพื้นฐานกองหนี้ก้อนใหญ่ของประเทศ ที่กำลังทำให้สหรัฐเผชิญวิกฤตงบประมาณขาดดุลอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 48.8 ล้านล้านบาท)
“เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีของแวดวงธุรกิจการลงทุนของผม ที่ผมไม่เคยเห็นรัฐบาลจำนวนมากขนาดนี้กู้หนี้ยืมสินกันมโหฬารขนาดนี้ และพร้อมเพรียงกันขนาดนี้มาก่อน” เบอร์นีย์ ฮอร์น จากกองทุนโพลาริส โกลบอล แวลู ฟันด์ ในสหรัฐ กล่าวกับรอยเตอร์ส
รัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ไทย ได้กู้หนี้ยืมสินอย่างหนักตลอดช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เพื่อผ่านงบประมาณและนโยบายต่างๆ มากระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศของตนเอง บนความคาดหวังว่าภาวะเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกจะปรับตัวดีขึ้นกันถ้วนหน้าในปี 2010 นี้
ทว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรีซ ประเทศเล็กๆ ในวันนี้กลับไม่ได้เล็กตามขนาดเศรษฐกิจประเทศไปด้วย เมื่อเงิน 1.1 แสนล้านยูโร อาจไม่สามารถแก้ปัญหาให้กรีซได้ ขณะเดียวกัน ความเชื่อมโยงของปัญหากรีซต่อภาคส่วนอื่นๆ ก็ดูจะรุนแรงยิ่งขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายกังวลว่า กรีซอาจไม่สามารถควบคุมปัญหาที่บานปลายออกไปได้ จากการประกาศมาตรการตัดลดรายจ่ายครั้งใหญ่ถึง 3 หมื่นล้านยูโร ภายใน 3 ปี เพราะการตัดลดเงินบรรดาข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ไปพร้อมกับการขึ้นภาษีนั้น รังแต่จะนำไปสู่ปัญหาการว่างงานอย่างรุนแรง และทำให้คนในประเทศตกอยู่ในสภาวะที่ถูกบีบคั้นหนักไร้ทางออก ซึ่งแค่เบื้องต้นก็ระเบิดออกมาแล้วในรูปของการประท้วงและการจลาจล ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 คน
ขณะเดียวกัน ปัญหาหนี้ในประเทศยูโรโซนอื่นๆ ทั้งสเปน โปรตุเกส และอิตาลี ก็ดูจะชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ล่าสุด บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ก็ขู่จะทบทวนและอาจปรับลดอันดับเครดิตของโปรตุเกสลงอีกครั้ง
และที่น่ากังวลที่สุดก็คือ จะทำอย่างไรหากประเทศเหล่านี้ตบเท้ากันแบมือขอเช่นเดียวกับกรีซ โดยเฉพาะสเปน ที่ขอบเขตของปัญหาการเงินใหญ่กว่ากรีซถึง 4 เท่าตัว...! ซึ่งแน่นอนว่าความวิตกต่อเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินยูโรตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
และนอกจากภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารและสถาบันการเงินในยุโรป ก็พบกับความสุ่มเสี่ยงที่ไม่แพ้กันอีกด้วย
มูดี้ส์ออกโรงเตือนล่าสุดว่า ระบบสถาบันการเงินในโปรตุเกส อิตาลี สเปน ไอร์แลนด์ และอังกฤษ มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญผลกระทบจากวิกฤตหนี้ในกรีซ หากแพ็กเกจ 1.1 แสนล้านยูโรของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มประเทศยูโรโซน ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาของกรีซได้ และทำให้ปัญหาแพร่กระจายออกไป เพราะสถาบันการเงินดังกล่าวต่างก็เป็นผู้ถือครองตราสารหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลประเทศตัวเอง
ฃจึงไม่แปลกอะไรหากจะเปรียบเทียบกรีซเป็นเลห์แมน บราเธอร์ส ของภาครัฐบาล ในวิกฤตการณ์ภาคการเงินยุโรป และเป็นเสมือนระเบิดเวลาลูกแรกของวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะทั่วโลก
หากคุมไม่ได้เราก็อาจเห็นภาพเดจาวู จากวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ เหมือนเมื่อครั้งปี 2007–2008 กลับมาอีกครั้ง
และความฝันที่แต่ละประเทศจะหวังเกาะกระแสเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวตามไปด้วย ก็อาจต้องพังลงและตื่นมาพบกับความจริงของกองหนี้ก้อนโตแบบเดียวกับกรีซ...







