
ค่ายรถสหรัฐเมินการเมืองจีเอ็มลุย/ฮาร์เลย์เล็งผลิต
ค่ายรถสหรัฐไม่หวั่นการเมือง จีเอ็มลุยขายลงทุน ฮาร์เลย์ฯ เล็งตั้งโรงงานในไทย
ค่ายรถสหรัฐไม่หวั่นการเมือง จีเอ็มลุยขายลงทุน ฮาร์เลย์ฯ เล็งตั้งโรงงานในไทย
นายกุสตาโว โคลอซซี รองประธานฝ่ายขาย การตลาดและบริการหลังการขาย ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) หรือจีเอ็ม เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถเพื่อส่งออกของจีเอ็ม และจากนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของรัฐบาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เช่น โครงการอีโคคาร์ เฟส 1 และ 2 ทำให้จีเอ็มมั่นใจว่าสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นปัญหาต่อการลงทุนและยอดขายแต่อย่างใด อีกทั้งมองว่าปัญหาการเมืองในแต่ละประเทศที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่หากสามารถหาข้อสรุปได้เร็วก็จะยิ่งเป็นผลดี
“ยอดการผลิตโรงงานของจีเอ็มเกินกว่า 1 แสนต่อปีแล้ว ถือว่าไทยเป็นโรงงานผลิตที่แข็งแกร่งของจีเอ็ม ส่วนตลาดรถในประเทศปีนี้คาด 1.2 ล้านคัน ลดจากปีก่อนเล็กน้อย ขณะที่บริษัทตั้งเป้าปีนี้กว่า 5.6 หมื่นคัน เท่ากับยอดขายปี 2556 เป็นยอดขายที่สวนทางตลาดหดตัวและโครงการอีโคคาร์ เฟส2 ที่ใกล้จะถึงกำหนด จีเอ็มก็อยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลเพื่อเข้าร่วมโครงการอยู่ด้วยเช่นกัน ทั้งหมดเป็นปัจจัยชี้ให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ในไทย และการลงทุนของจีเอ็มยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง” นายโคลอซซี กล่าวสำหรับตลาดรวมรถยนต์ประเทศไทยในปี 57 จีเอ็มคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1.2 ล้านคัน ลดลงเล็กน้อยจากปี 56 โดยจีเอ็มตั้งเป้ายอดขายรถยนต์เชฟโรเลตเท่ากับปี 56 อยู่ที่กว่า 5.6 หมื่นคัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 4.44.6% โดยเน้นว่าแม้ตลาดจะหดตัว แต่จีเอ็มจะรักษายอดขายไว้เท่าเดิม ขณะที่ยอดส่งออกปี 56 ที่ผ่านมาอยู่ที่กว่า 4.3 หมื่นคัน ตั้งเป้าปี 57 เติบโตขึ้น 10% จากทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ เช่น พม่าและลาว เป็นต้น
นายเค็น เสวนสัน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท พาวเว่อร์สเตชั่น มอเตอร์สปอร์ต ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย “ฮาร์เลย์ เดวิดสัน” กล่าวว่า บริษัทแม่ได้ให้ความสนใจในการตั้งโรงงานผลิตในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งได้ให้ความสนใจในประเทศไทย เพื่อผลักดันยอดขายในอาเชียนให้เติบโตขึ้นเท่าตัวภายใน 5 ปี โดยคาดว่าหากสามารถทำการผลิตได้ในประเทศไทยจะทำให้ราคาจำหน่ายในประเทศต่ำลง ซึ่งน่าจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2.53 แสนบาท จากปัจจุบันเริ่มต้นที่ 6.3 แสนบาท เพราะเสียภาษีนำเข้า 90-100% ขณะที่ในปี 2556 บริษัทมียอดจำหน่ายรวมอยู่ที่ 390 คัน และตั้งเป้ายอดจำหน่ายเติบโตในปี 2557 ที่ระดับ 15-20% หรืออยู่ที่ 450 คัน
เอ.พี. ฮอนด้า มองตลาดรถมอเตอร์ไซค์ยังซบเซาตามสภาวะเศรษฐกิจ คาดตลาดรวมอยู่ที่ 1.85 ล้านคัน หวังกระตุ้นตลาดตั้งแต่ไตรมาสแรกออกรถ 2 รุ่นตั้งเป้ายอดขายรวม 1.4 ล้านคัน
นายจิอากิ คาโตประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ปี 2557 ยังคงซบเซาตามสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ขาดแรงกระตุ้นในเชิงบวก โดยคาดว่าตลาดรถจักรยายนต์รวมในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1.85 ล้านคัน ลดลงจากปี 2556 ที่อยู่ระดับ 2 ล้านคัน
ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่า ครึ่งปีแรกของปี 2557 ภาพรวมตลาดยังคงอยู่ในระดับทรงตัว แต่หากครึ่งปีหลังตลาดกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่สดใสแล้ว บริษัทเชื่อว่า ยอดรถจักรยานต์ในตลาดจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 2 ล้านคันได้ในปี 2558
ส่วนสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในปัจจุบันนั้น ยังไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อตลาดรถจักรยานยนต์ไทยมากนัก เนื่องจากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อตลาดแต่บริษัทยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าใรผลกระทบมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถทำยอดขายในปี 2556 ได้ 1.49 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 1 % จากปี 2555 เนื่องจากการออกรถรุ่น ซูเมอร์เอ็กซ์ และ เอ็มเอสเอ็กซ์ 125 มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นยอดขาย ส่งผลให้ฮอนด้าครองตลาดอยู่ที่ 74.5% เป็นปีที่ 25 ติดต่อกัน โดยปี 2557 บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายที่ 1.4 ล้านคัน จากตลาดรวม 1.85 ล้านคัน ซึ่งบริษัทฯ เตรียมกระตุ้นตลาดตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2557 ด้วยการออกรถรุ่นใหม่อย่าง ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ 150 และ ฮอนด้า เอ็มเอสเอ็กซ์ 125 โดยราคาของรุ่น ฮอนด้า เอ็มเอสเอ็กซ์ 125 อยู่ที่ 6.7 หมื่นบาท พร้อมตั้งเป้าขาย 8,000 คันต่อเดือน ขณะที่ ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ 150 จะออกจำหน่ายในเดือนมี.ค. 2557 ทั้งนี้ รถรุ่นใหม่ของบริษัทฯ จะมีราคาที่สูง แต่บริษัทฯยังไม่มีนโยบายลดระดับราคาลงแต่อย่างใด โดยจะเน้นเพิ่มคุณภาพของรถจักรยานยนต์ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เตรียมรุกตลาดบิ๊กไบค์มากขึ้นในปี 2557 หลังตลาดบิ๊กไบค์ที่เติบโตขึ้น 100% ในปี 2556 ที่ระดับ 1.3 หมื่นคัน โดยบริษัทฯ คาดว่าปี 2557 ตลาดบิ๊กไบค์จะมียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.7 หมื่นคันจากแนวโน้มตลาดบิ๊กไบค์ที่ขยายตัวมากขึ้น บริษัทฯได้เตรียมขยายตลาดด้วยเพิ่มเครือข่ายผู้จำหน่ายฮอนด้าบิ๊กวิง 3 แห่งในปีนี้ เพื่อเป็นผู้นำตลาดรถบิ๊กไบค์ในอนาคต โดยปัจจุบันบริษัทเป็นอันดับ 2 ในตลาดรถบิ๊กไบค์







