posttoday
สนองตอบต่อประชาปฏิวัติกลไกผลิตชะตาประเทศ

สนองตอบต่อประชาปฏิวัติกลไกผลิตชะตาประเทศ

15 มกราคม 2557

นงลักษณ์ อัจนปัญญา

นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ในขณะที่มวลมหาประชาชนแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาแสดงกำลังปิดล้อมกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของไทย เพื่อกดดันให้รัฐบาลรักษาการ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออก และเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ชาวกัมพูชา ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงก็ร่วมมือร่วมใจแสดงพลังต่อต้านขับไล่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีฮุนเซน และชาวบังกลาเทศจำนวนมากหนุนพรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ไกลออกไปอีกซีกโลก มหาชนลุ่มน้ำไนล์แห่งอียิปต์ก็ยังคงยืนหยัดเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง หลังลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลฮอสนี มูบารัก ได้สำเร็จในปี 2008 แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่สามารถหาผู้นำคนใหม่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารปกครองประเทศที่กำลังเต็มไปด้วยความระส่ำระสายได้ โดยล่าสุดอียิปต์อยู่ในระหว่างการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญที่จะช่วยเปิดทางให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และจัดตั้งสภา

อาจเรียกได้ว่า ทุกวันนี้เหตุขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีให้ประสบพบเห็นได้ทั่วไปบนสังคมโลกใบนี้เสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนักลงความเห็นตรงกันว่า จากบทเรียนในการเดินหน้าปฏิวัติประเทศของประชาชนแต่ละเชื้อชาติในอดีตที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องจับตามองกันให้ดีๆ นั้น ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จในการไล่ผู้นำประเทศออกจากตำแหน่ง

แต่กลับอยู่ที่เหตุการณ์และสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการโค่นผู้นำสำเร็จ ซึ่งนับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่สำคัญอย่างมาก กระทั่งนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกล่าวตรงกันว่า หากการส่งไม้นี้ต่อไปไม่ดีพอ ความหวังและความฝันที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยย่อมยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง

ทั้งนี้ บทเรียนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา จนขึ้นแท่นเป็นตัวอย่างสุดคลาสสิกที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ การปฏิวัติประชาชน ในประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงระหว่างปี 1983-1986 หรือที่รู้จักกันดีในนาม ปฏิวัติเอดซา หรือเรียกว่า การปฏิวัติสีเหลือง ซึ่งเรียกตามสัญลักษณ์ริบบิ้นสีเหลืองที่กลุ่มผู้ชุมนุมชาวฟิลิปินส์นำมาประดับตกแต่งตามตัวระหว่างเดินขบวนขับไล่ผู้นำเผด็จการอย่าง เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ให้ลงจากตำแหน่งที่ครอบครองมานานกว่า 20 ปี โดยปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อ

แม้จะเป็นที่ยอมรับส่วนหนึ่งว่า ฟิลิปปินส์ภายใต้การบริหารปกครองของประธานาธิบดีมาร์กอส ค่อนข้างพัฒนาได้ดีในแง่ของการปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงสร้างขั้นพื้นฐานของประเทศ ที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวก ทุจริตคอร์รัปชั่น รับสินบน และใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวและพวกพ้องมาอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้ประชาชนไม่อาจอดทนต่อความไม่เป็นธรรมที่ได้รับอีกต่อไป

ความกดดันต่อความอยุติธรรมที่สั่งสม ได้นำไปสู่การลุกฮือขึ้นประท้วงครั้งแรกในปี 1983 ก่อนที่จะตามมาอีกหลายระลอกอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จในอีก 3 ปีต่อมา ที่ประธานาธิบดีมาร์กอสต้องยอมถอยด้วยการลาออกจากเก้าอี้ผู้นำ และลี้ภัยออกนอกประเทศภายใต้การคุ้มครองจากสหรัฐไปยังเกาะฮาวายพร้อมครอบครัว และกลายเป็นข่าวการปฏิวัติที่สร้างความประหลาดใจให้กับโลก

กระนั้น ชาวฟิลิปปินส์ก็มีเวลาฉลองชัยได้ไม่นานนัก เนื่องจากตกอยู่ในสภาวะไร้ระบอบและกฎกติกาสำหรับการปกครองประเทศ แม้ว่าก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีมาร์กอสจะลาออก ได้มีการจัดพิธีสาบานตนให้กับ โคราซอน อาควิโน ภริยาหม้ายของ นินอย อาควิโน แกนนำคนสำคัญที่ต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีมาร์กอส จนถูกลอบสังหารเสียชีวิต เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศแล้วก็ตาม

หลุยสิตา โลเปซ ตอร์เรกโรซา ผู้สื่อข่าวประจำเว็บไซต์ข่าวการเมือง โพลิติกส์เดลี ดอตคอม แสดงความเห็นว่า เพราะการขึ้นมาของนางอาควิโน ไม่ได้มาตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยปกติ เนื่องจากหลายฝ่ายเชื่อว่าความพ่ายแพ้ที่นางอาควิโนได้รับหลังลงแข่งขันเลือกตั้งชิงตำแหน่งกับนายมาร์กอส มาจากการที่นายมาร์กอสและพวกพ้องโกงการเลือกตั้ง ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเห็นชอบผลักดันให้นางอาควิโนเข้ารับตำแหน่ง

ดังนั้น ในช่วง 23 เดือนแรกของการเข้ารับตำแหน่ง จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างมากที่จะต้องเร่งผลักดันประเทศที่เพิ่งหลุดพ้นจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมไปสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่า เฟอร์ดินานต์ มาร์กอส จะพ่ายแพ้กับพลังประชาชนต้องระเห็จหนีไปอยู่ต่างประเทศ แต่ทว่าในการเมืองตากาล็อกนั้นยังปรากฏเครือข่ายของมาร์กอสฝังตัวอยู่ในทุกอณู

ไม่ว่าจะทั้งในรัฐสภา และในองค์กรปกครองระดับท้องถิ่นที่คอยขัดขวางการทำงานของอาควิโนมาโดยตลอด ตลอดจนความพยายามของกลุ่มนายทหารที่ยังฝักใฝ่มาร์กอสที่พยายามรัฐประหารอยู่หลายครั้ง

นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาควิโนต้องใช้อำนาจปกครองแบบเบ็ดเสร็จด้วยกฎหมายพิเศษในปี 1987 ที่รัฐบาลเป็นผู้ประกาศใช้เอง

ตอร์เรกโรซา ระบุว่า นางอาควิโนก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเดินหน้าปฏิรูประบบการเมืองตามแนวทางประชาธิปไตยอย่างจริงจัง จนกระทั่งฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลอดจนเรียกศรัทธาของประชาชนต่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศให้กลับคืนมา

ไล่เรียงตั้งแต่การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบธรรมาภิบาล การฉีกรัฐธรรมนูญของมาร์กอส และการตั้งคณะกรรมาธิการรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย โปร่งใส และก้าวหน้ามากที่สุดของประเทศฟิลิปปินส์ จนกลายเป็นตัวอย่างให้กับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เรียนรู้ศึกษาแก่นแท้ของประชาธิปไตย

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองหลายสำนัก ระบุว่า กุญแจความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านอำนาจและระบอบการบริหารปกครองประเทศ หลังการพร้อมใจลุกขึ้นปฏิวัติโค่นล้มผู้นำของประชาชน ก็คือคนที่เข้ามารับช่วงอำนาจต่อ ที่จะต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนด้วยการลงมือปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อให้การส่งผ่านภาระหน้าที่ในการบริหารปกครองประเทศ ภายใต้กติกาอันเป็นที่ยอมรับ เป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด

ไม่เช่นนั้น สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของการลุกฮือเพื่อขับไล่ผู้นำจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า นอกจากสภาพสังคมที่ไร้ขื่อแปและเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ตลอดจนการประท้วงทวงคืนอำนาจของประชาชนอย่างไม่มีวันจบสิ้นแทนเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว