
ปิดกทม.คนไทยจุกเศรษฐกิจเจ็บ
มาตรการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ในวันที่ 13 ม.ค. เพื่อกดดันไม่ให้รัฐบาลทำงานได้
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
มาตรการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ในวันที่ 13 ม.ค. เพื่อกดดันไม่ให้รัฐบาลทำงานได้ โดยปิดหน่วยงานราชการและศูนย์ราชการทั้งหมดบานปลายกลายเป็นตัวจุดชนวนระเบิดเวลาถล่ม “เศรษฐกิจไทย” ให้พังยับเยินจริงหรือไม่
ในมุมมองของคนไทย ไม่ได้วิตกกังวลกับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก อาจจะเกิดจากความเคยชินที่อยู่กับการเมืองแบบไทยๆ มานาน
แต่ความขัดแย้งทางการเมืองอันนำมาสู่การชุมนุมขับไล่รัฐบาลและพัฒนาขึ้นมาขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทยครั้งนี้ ถูกมองแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ เป็นตัวบั่นทอนความเจริญของประเทศทุกด้าน ไม่เพียงเฉพาะการทำให้เศรษฐกิจไทยบอบช้ำ และทำให้ไทยล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ภาณุพงศ์ นิธิประภา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การปิดกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Shutdown อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารได้ ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมาก เพราะถ้าดูสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ช่วงที่ประเทศไทยมีการรัฐประหารเมื่อปี 2549 จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้สูญเสียโอกาสการเติบโตไปค่อนข้างมาก
“หลังปฏิวัติเมื่อเดือน ก.ย. 2549 ปีถัดมาเศรษฐกิจไทยสูญเสียโอกาสไปมาก เพราะเศรษฐกิจในย่านเอเชียปีถัดมาเติบโตได้ 5.3% เศรษฐกิจโลกโต 5.1% แต่เศรษฐกิจไทยโตเพียง 4.5% ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความกังวลค่อนข้างมาก เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันมีต้นทุน เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายจะไม่เหมือนเดิม มีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้ โดยเฉพาะถ้าการลงทุนภาครัฐไม่สามารถเกิดได้” ภาณุพงศ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เกิดสุญญากาศรัฐบาลนั้นจะทำให้ขาดนโยบายต่างๆ ออกมา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหยุดชะงักได้และจากประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยก็พบว่าการทำรัฐประหารจะทำให้เศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 45 ปี กว่าจะฟื้นตัว ทำให้ไทยมีการเจริญเติบโตที่ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน
ถึงแม้ว่ามีรัฐบาลใหม่เข้ามาจะอัดนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ยังไม่สามารถที่จะทำได้ทันที และผลของมาตรการการคลังจะต้องใช้เวลาการออกฤทธิ์และมีต้นทุนสูง และยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและผู้บริโภคได้ ซึ่งผลจากปัญหาการเมืองจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง 1% และจะลามไปสู่ปัญหาการว่างงานในที่สุด
อย่างไรก็ตามการที่จะใช้นโยบายการเงิน เพื่อที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก รวมทั้งมีความคิดเห็นว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ หากปรับลดลงจะกระทบกับความเชื่อมั่น และยิ่งส่งผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท และธปท.ยิ่งเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท หรือกดดอกเบี้ยต่ำๆ ก็ยิ่งจะเกิดการตื่นตระหนก ทั้งนี้เห็นว่าขณะนี้ค่าเงินในระดับ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นระดับที่เหมาะสม ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 23% ก็ยังเป็นระดับที่ไม่สูงมากจนเกินไป
ในขณะที่ อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินว่า ตั้งแต่เกิดการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งไม่มีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 และเกิดเหตุการณ์นองเลือด จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่า 5 แสนล้านบาท
หากเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมสองกลุ่ม โดยเฉพาะในวันที่ 13 ม.ค. 2557 ที่กลุ่ม กปปส.นัดปิดเมือง ขณะที่กลุ่ม นปช.ก็นัดชุมนุม ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามกลางเมืองและนำไปสู่การปฏิวัติ หากเป็นเช่นนี้อาจทำให้ประเทศถดถอยเป็นทศวรรษและสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่าล้านล้านบาท และสูญเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ด้านกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การปิดกรุงเทพฯ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจนกระทบต่อภาคธุรกิจและการประกอบอาชีพของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และส่วนอื่นๆ ของประเทศ ซึ่งย่อมจะทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศในระยะยาว
นั่นเป็นมุมมองในเชิงลบของการเมืองต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ในมุมมองของฝ่ายที่ไม่เชื่อว่าการชุมนุมนี้จะทำให้เศรษฐกิจเลวร้าย กลับคิดว่ามีผลกระทบไม่มากนัก
ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า การปิดกรุงเทพฯ จะส่งผลต่อภาคธุรกิจเพียงเล็กน้อย เป็นความเสียหายในระยะสั้น
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ มองปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องใหญ่ ประเทศไทยอยู่มาแล้ว 800 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านปัญหาและวิกฤตมากมาย วิกฤตการเมืองครั้งนี้อีกไม่นานก็จบ เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน
มองย้อนรอยประวัติศาสตร์ประเทศไทยในรอบ 80 ปี มีการก่อรัฐประหาร 11 ครั้ง ที่ประสบความสำเร็จและทำล้มเหลวใน 7 ครั้ง และครั้งล่าสุดคือการทำรัฐประหารไล่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ผ่านมาเกือบ 7 ปี เหมือนกับไทยยังย่ำอยู่กับที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร และยังมีร่องรอยของความบอบช้ำทั้งปัญหาการเมือง สังคม และเศรษฐกิจเหลืออยู่
ตั้งแต่มีการรัฐประหารในปี 2549 ในปีนั้น จีดีพีขยายตัว 5.1% หลังจากนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ เหลือ 4.7% ในปี 2550 เหลือ 2.5% ในปี 2551 และติดลบ 2.3% ในปี 2552 หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวขึ้นมาขยายตัว 7.8% ในปี 2553 และปี 2554 เกิดมหาอุทกภัย จีดีพีโต 0.1% ในปี 2555 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 6.5% แต่ในปีนี้จีดีพีหดตัวลงมาเหลือ 3%
เห็นได้ชัดเจนว่าความไม่สงบทางการเมืองบั่นทอนเศรษฐกิจ และแถมยังจะทำให้อันดับเครดิตของประเทศไทยถูกลดลงด้วย ซึ่งหากถูกลดอันดับเครดิตก็จะทำให้ต้นทุนการเงินของประเทศไทยสูงขึ้น
สิ่งที่นักธุรกิจต้องการคือ อยากให้ปัญหาการเมืองจบลงโดยเร็ว และแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ไม่ใช่เลือกตั้งไปแล้วก็มีม็อบมาไล่ เลือกตั้งใหม่ก็มีม็อบอีกฝ่ายหนึ่งมาขับไล่วนเป็นวงจรอุบาทว์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าในอดีตอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้เกิดปัญหาการชุมนุมขับไล่รัฐบาลบ่อยครั้งในทุก 23 ปี
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจ และเสียโอกาสในการลงทุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ของประเทศ
ในวันที่ 13 ม.ค. 2557 ปรากฏการณ์ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” จุดติดและลุกลามไปชัตดาวน์ทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบกับธุรกิจเท่านั้น แต่จะส่งผลภาพลักษณ์ประเทศตามมา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ นักลงทุนต่างชาติก็ไม่กล้าเข้ามาลงทุนเพราะไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาล ยิ่งบีบเท่าไรคนที่เจ็บไม่ใช่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคนในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่คนที่เจ็บมากกว่าคือคนไทยทั้งประเทศ ถ้าเจ็บแล้วจบก็ดีไป แต่หากเจ็บแล้วไม่จบจะเกิดอะไรขึ้น
“ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเดิมพันที่สูง ที่หลายคนมีความเชื่อว่าจะนำไปสู่กระบวนการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ ถือว่าเป็นการนำประเทศและประชาชนไทยกว่า 60 ล้านคน เดิมพันกับอนาคตใหม่ของประเทศไทยที่จะต้องยอมแลกหรือยอมสูญเสียอะไรที่มหาศาลที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ที่จะแลกกับการปฏิรูปประเทศไทยให้ดีขึ้น ตัดเนื้อร้ายมะเร็งคอร์รัปชั่นเพื่อที่ให้สุขภาพของประเทศแข็งแรงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน







