posttoday
ทุนนอกหนีตลาดตลาดเกิดใหม่พิษถอนคิวอี-การเมืองวุ่นซ้ำ

ทุนนอกหนีตลาดตลาดเกิดใหม่พิษถอนคิวอี-การเมืองวุ่นซ้ำ

09 มกราคม 2557

แม้ว่าทิศทางต่อเศรษฐกิจโลกภาพรวมในปี 2014 จะดูสดใสขึ้นกว่าปีก่อน แต่คงจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ว่าทิศทางต่อเศรษฐกิจโลกภาพรวมในปี 2014 จะดูสดใสขึ้นกว่าปีก่อน แต่คงจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น ตุรกี บราซิล อินโดนีเซีย และไทย เท่าไหร่นัก

เนื่องจากเพียงแค่เริ่มต้นปีม้าไปได้ไม่กี่วันตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต่างร่วงลงอย่างหนัก หลังจากที่นักลงทุนเริ่มหวาดวิตกกับแผนการชะลอการใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จนนำไปสู่การถอนทุนออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องและเร่งรีบ

ดัชนีตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่เอ็มเอสซีไอ ซึ่งจับตาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 21 ประเทศ หลังจากเริ่มต้นปีม้าไปได้ 4 วัน ร่วงลงไปแล้วถึง 3.1% นับเป็นการร่วงลงต่อเนื่องจากปีก่อนที่ 5% สวนทางกับทิศทางตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ในปี 2013 ที่พุ่งทะยานขึ้นเข้าสู่เลขสองหลัก

ทิศทางขาลงของตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่นี้ ถือเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับทิศทางการลงทุนของนักลงทุนในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ที่เหล่าบรรดากองทุนและนักลงทุนต่างแห่ขนเงินทุนเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยมีปัจจัยดึงดูดจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เฟดเริ่มออกมาส่งสัญญาณว่าจะเริ่มชะลอการใช้มาตรการคิวอีลงเมื่อกลางปีที่แล้ว ก็ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก่อนหน้านี้ไหลกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐตามเดิม เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ตรงข้ามกับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน ที่กำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างหนัก

แม้ว่าปัจจัยหลักของภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเกิดมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจชะลอตัว แต่อีกปัจจัยหนึ่งสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้เลยนั่นคือ วิกฤตความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศดังกล่าว

ในช่วงปีที่แล้ว ตุรกี บราซิล และล่าสุดคือไทย ต่างต้องเผชิญหน้ากับการลุกฮือขึ้นประท้วงของประชาชนอย่างหนัก และในปีนี้คาดว่าความวุ่นวายจะดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกรณีของตุรกีและไทย

ขณะที่กลุ่มประเทศ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย ตุรกี และแอฟริกาใต้ ที่จะมีการเลือกตั้งในปีนี้ ท่ามกลางภาวะคะแนนนิยมของรัฐบาลที่ตกต่ำ ทำให้อาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็ง ไปจนถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองขึ้น

ปัจจัยเหล่านี้เองคือเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การสั่นคลอนต่อเสถียรภาพของประเทศในสายตาของนักลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สิ่งที่เราหวังในขณะนี้คือขอให้ปัจจัยดังกล่าวผ่านพ้นไปได้ และตอนนี้ดัชนีตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็ย่ำแย่อย่างหนัก” ไมเคิล ชาโอล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกองทุนจัดการสินทรัพย์มาร์เก็ตฟิลล์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล

ชาโอล ยังคาดการณ์ต่ออีกด้วยว่า สถานการณ์วิกฤตการเมืองทั้งตุรกีและไทย น่าจะร้อนแรงขึ้นอีกในปีนี้ โดยเฉพาะตุรกี ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เทยิป อีโดกัน กำลังเผชิญกับการต่อต้านของประชาชน และมีภาพลักษณ์มัวหมองลงอย่างหนัก หลังจากมีการเปิดเผยว่าเจ้าตัวได้ออกคำสั่งย้ายตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีทุจริตของตนเอง

ข้อมูลจากอินเด็กซ์ยูนิเวิร์สเผยว่า เพียงแค่เริ่มต้นเปิดตลาดรับปีใหม่ 3 วันแรก นักลงทุนได้ถอนทุนออกจากกองทุนแวนการ์ดเอฟทีเอสอีอีเมิร์ชจิงมาร์เก็ตส์อีทีเอฟไปแล้วถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ กองทุนถือเป็นกองทุนในตลาดเกิดใหม่ใหญ่ที่สุดที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ

การถอนทุนออกจากกองทุนที่เน้นลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ นับเป็นการถอนทุนออกจากกองทุนต่างๆ ในสหรัฐครั้งใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ดัชนีหุ้นของกองทุนดังกล่าวปรับตัวลดลง 4.2% แล้วในปีนี้

ภาวะทุนไหลออกเกิดขึ้นต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยบริษัท พีพีเอฟอาร์ โกบอล ระบุว่า นักลงทุนดึงเงินทุนออกจากตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ขณะที่เงินทุนที่ไหลออกจากตลาดพันธบัตรในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ทั้งหมดอยู่ที่ 1.31 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นสถิติมากสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2008

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะมองว่าแผนการชะลอคิวอีอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจของเฟดที่ประกาศออกมาว่าจะเริ่มต้นขึ้นในเดือน ม.ค.ปีนี้ แต่สถานการณ์กลับไม่ค่อยเป็นไปตามที่วาดหวังมากนัก

เพราะปัจจุบันทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐได้พุ่งขึ้นไปมากกว่า 3% แล้ว ทำให้แรงดึงดูดของการลงทุนดังกล่าวมีมากขึ้น

ผลจากการที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งมีทิศทางตรงข้ามกับราคานี้เอง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนักในปัจจุบัน ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมและเข้าถึงเงินทุนของรัฐบาลในประเทศเหล่านี้มีต้นทุนสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงวิตกกันว่าอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น โดยเมื่อวันอังคารที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา การออกประมูลขายพันธบัตรอายุ 10 ปี ของรัฐบาลอินโดนีเซีย 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีผลตอบแทนพุ่งขึ้นไปที่ 5.95% เทียบกับช่วงเดือน ก.ค.ปีที่แล้วอยู่ที่ 5.45% ขณะที่เดือน เม.ย.ปีที่แล้วอยู่ที่ 3.5% เท่านั้น

ทั้งนี้ อินโดนีเซีย ถือเป็นประเทศที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะทุนไหลออกมากที่สุดประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เลยทีเดียว เนื่องจากในปีที่แล้วค่าเงินรูเปียห์เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงมากถึง 21% ส่วนในปีนี้อ่อนค่าลงไปแล้วถึง 0.8%

เพราะดินแดนอิเหนาจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงาน ทำให้ประเทศต้องประสบกับการขาดดุลทางการค้าเรื้อรังมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ทางแบงก์ชาติของอินโดนีเซียจะเพียรพยายามในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อบรรเทาปัญหาทุนไหลออกมาแล้วหลายระลอกแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเริ่มหันมาดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของอินโดนีเซียจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไรนัก แต่อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยป้องกันสถานการณ์ไม่ให้ย่ำแย่มากไปกว่านี้ได้

และคาดว่าในปีนี้บรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ในเอเชียเองก็จะต้องหันมาเดินตามรอยการดำเนินนโยบายการเงินด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเหมือนกับที่แบงก์ชาติอิเหนาทำอย่างแน่นอน เพื่อรองรับกับการชะลอคิวอีของเฟดที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ตามภาวะทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ

“ในขณะที่เฟดได้เริ่มส่งสัญญาณถึงการกลับไปใช้นโยบายการเงินแบบปกติ จะถือเป็นเรื่องที่รอบคอบสำหรับเหล่าบรรดาธนาคารกลางในเอเชียที่จะเตรียมการก่อนล่วงหน้า และคาดว่าจะเริ่มหันกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2014”เกรน แมคกริว หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอเอ็นซี กล่าว

นอกจากปัจจัยจากเฟด การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และเรื่องปัจจัยความวุ่นวายทางการเมืองแล้ว ปัจจัยจากเงินเฟ้อก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้แบงก์ชาติของประเทศต่างๆ ในเอเชียต้องหันกลับมาทบทวนทิศทางนโยบายในปัจจุบันเช่นกัน

เพราะในอนาคตจะเป็นช่วงที่ทิศทางเงินเฟ้อจะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นในเอเชีย ซึ่งปัจจุบันเริ่มปรากฏออกมาบ้างแล้วในบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี ที่ 4.1%

จึงนับเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบายในเอเชียและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่น้อย เพราะทั้ง 4 ปัจจัยที่เข้ามาล้วนแต่เป็นภาระหนักอึ้งทั้งสิ้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ