แก้ม.190ทำลายระบบตรวจสอบ
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (กระบวนการพิจารณาไม่ชอบ)
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (กระบวนการพิจารณาไม่ชอบ)
กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องที่ร้องกรณีการปิดอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและการกำหนดวันแปรญัตติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นศาลวิเคราะห์ว่า สมาชิกรัฐสภาต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญไม่ใช่มุ่งแก้ เพื่อแก้ปัญหาการให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการด้วยความสะดวกราบรื่น โดยไม่เปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้ความเห็นที่หลากหลาย ซึ่งเสียงข้างมากต้องรับฟังเสียงข้างน้อย หากเสียงข้างมากเอาเปรียบเสียงข้างน้อย ไม่เคารพความเห็นย่อมเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก เผด็จการรัฐสภา ทำลายความชอบธรรมกระบวนการนิติบัญญัติ
ทั้งที่การอภิปรายร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ในวาระที่ 1 ถือเป็นการอภิปรายแสดงความเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกรัฐสภาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ความเห็นของสมาชิกรัฐสภา มีผลโน้มน้าวการตัดสินใจลงมติกฎหมายนั้น โดยเฉพาะในวาระที่ 1 มีผลให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้รับการพิจารณาต่อหรือตกไป แม้เสียงข้างมากจะมีสิทธิลงมติปิดการอภิปราย แต่การใช้ดุลพินิจและเสียงข้างมากต้องไม่ตัดสิทธิฝ่ายข้างน้อยที่ชี้แจงว่า การอภิปรายในวาระที่ 1 วนเวียนซ้ำประเด็นนั้น ศาลเห็นว่าผู้ถูกร้องแจ้งที่ประชุมว่าจะใช้เวลาอภิปราย 38 ชั่วโมง แต่ใช้เวลายังไม่ถึงเวลาที่มีการกำหนดไว้ อีกทั้งผู้ที่ยังไม่ได้อภิปรายเป็นสมาชิกเสียงข้างน้อย คำชี้แจงจึงรับฟังไม่ขึ้น ดังนั้น ศาลเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 190 เป็นการรวบรัดการอภิปราย และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ฝ่ายเสียงข้างมาก การปิดอภิปรายจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และมาตรา 125 วรรคแรก
จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (เนื้อหาการแก้ไขมิชอบ)
มาตรา 190 เป็นบทบัญญัติที่มีความสําคัญในการตรวจสอบการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศของฝ่ายบริการ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาหลายประการ กล่าวคือ เพิ่มเติมประเภทของหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภา อันกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ
การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องสำคัญดังกล่าว ก็เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ด้วยการให้ฝ่ายบริหารแถลงเหตุผลที่จะดำเนินการให้แก่สังคมทราบและรับฟังความเห็นจากรัฐสภา
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ในการเจรจาของรัฐบาลด้านการค้าและการลงทุนอันมีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของประเทศ รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้หนังสือสัญญาเหล่านี้ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน เป็นไปตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่เหมาะสม การที่ผู้ถูกร้องร่วมกันแก้ไขให้ถ้อยคำโดยตัดความว่า “หนังสือสัญญาใดมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา” ออกไป โดยมีเหตุผลว่าการที่รัฐธรรมนูญมาตรา 190 บัญญัติให้การทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนนั้น ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหารและเป็นผลให้การทำความตกลงระหว่างประเทศล่าช้าเกิดความเสียหาย
ศาลเห็นว่าหลักการและเหตุผลตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของผู้ถูกร้องนั้นปราศจากน้ำหนักและไม่อาจนำมาอ้างได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2554 ได้แก้ไขปัญหาความไม่ชัดเจนและความไม่ยืดหยุ่นในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหารไปแล้ว โดยการที่ให้มีกฎหมายกำหนดประเภทกรอบเจรจาขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาดังกล่าวได้
แต่ในปัจจุบันก็มิได้มีการตรากฎหมายดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และเมื่อพิจารณาผลกระทบถูกร้องอ้างว่าทำให้กระบวนการระหว่างประเทศล่าช้า กับการที่ประชาชนอาจต้องได้รับความเสียหายและประโยชน์ของประเทศชาติที่ต้องสูญเสียไป หากรัฐบาลไปทำความตกลงระหว่างประเทศตามอำเภอใจ หรือปราศจากการตรวจสอบหรือการมีส่วนร่วมของรัฐสภาและประชาชนย่อมสร้างความเสียหายแก่ประเทศมากกว่าโดยอาจนำพาประเทศไปสู่การสูญเสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม
ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องได้แก้ไขเนื้อหาเพิ่มของรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ จึงเป็นการลดทอนอำนาจของรัฐสภาให้เหลือเพียงอำนาจตรวจสอบหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนเท่านั้น และเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารในการทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางหรือประการอื่นไปเสียทั้งหมด จึงเป็นการทำลายดุลยภาพในการตรวจสอบถ่วงดุลตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ
การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกร้อง จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 1 และวรรค 2 อันเป็นการกระทำเพื่อให้บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
การที่รัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 3 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องชี้แจงต่อรัฐสภาและต้องเสนอกรอบการเจรจาเสนอต่อรัฐสภาด้วย เพื่อให้รัฐสภาได้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ
เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่ สส.และ สว. ซึ่งเป็นตัวแทนชาวไทยได้กระทำการเพิ่มอำนาจแก่ฝ่ายบริหารที่ตนเองสังกัดอยู่โดยปราศจากการตรวจสอบ จึงถือว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลเหล่านั้น
การกระทำของผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 2 และมาตรา 125 วรรคแรก และการที่แก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญมาตรา 190 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบตามมาตรา 3 4 5 87 122 และเป็นการกระทำเพื่อให้คณะบุคคลได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฝ่าฝืนมาตรา 68 วรรคแรก







