
เลวร้ายสุดเศรษฐกิจโต3%
ครม.ยิ่งลักษณ์ประเมินผลม็อบยืดเยื้อกำชับหน่วยงานรัฐดูแลการเบิกจ่ายงบ
ครม.ยิ่งลักษณ์ประเมินผลม็อบยืดเยื้อกำชับหน่วยงานรัฐดูแลการเบิกจ่ายงบ
ครม.เศรษฐกิจประเมินการเมืองยืดเยื้อ เงินกู้ 2 ล้านล้านลงทุนน้ำไม่เกิดเบิกงบช้า จีดีพีโต 33.5%
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะทำงานกำกับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยที่ประชุมประเมินว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้แค่ 33.5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ถึง 45%
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.และมีรัฐบาล แต่รัฐบาลทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การเบิกจ่ายเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ตลอดจนเงินกู้ลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เดินหน้าไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจจะขยายตัว 33.5%
“ระดับ 3% ถือว่าเป็นกรณีร้ายแรงที่สุดที่เราประเมินในขณะนี้ ซึ่งปัจจัยหลักๆ จะมีเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เบิกไม่ได้ เงินกู้น้ำเบิกไม่ได้ และการเบิกจ่ายงบไม่เป็นไปตามแผน แต่ตอนนี้ยังคงกรอบ 45% แต่ถ้าเลวร้ายที่สุดการชุมนุมลากยาวออกไป เรายังไม่ได้ประเมิน ต้องดูสถานการณ์ต่อเนื่อง อัพเดทตัวเลขทุกวัน” นายนิวัฒน์ธำรง กล่าว
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวถึงภาพรวมการส่งออกว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าขยายตัวไว้ 5% เพราะเท่าที่ติดตามพบว่าเหตุการณ์การเมืองยังไม่มีผลกระทบชัดเจนต่อการส่งออก และจากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์จะไปหารือกับเอกชนเพื่อทำแผนปฏิบัติการผลักดันการส่งออก
สำหรับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง นายนิวัฒน์ธำรง ระบุว่า ตัวเลขเดือน ต.ค.พ.ย.พบว่า มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว ความเชื่อมั่น และการบริโภค และการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2557 ที่ตั้งเป้าเบิกจ่ายไว้ที่ 1 ล้านล้านบาท แต่น่าจะเบิกจ่ายได้ 8.3 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 20%
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมไม่ได้ประเมินผลกระทบจากการชุมนุมว่ามีความเสียหายเป็นตัวเลขเท่าใด เพียงแต่รู้ว่าการชุมนุมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว เห็นได้จากตัวเลขต่างๆ ที่ลดลง หากสถานการณ์การเมืองได้ข้อสรุปโดยเร็ว มีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งรัฐบาล มีการปฏิรูป ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น
“การประเมินวันนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค. แต่คุยในภาพรวมของบ้านเมือง ผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งที่กระทบแน่ๆ ตอนนี้คือ ความเชื่อมั่นและการเจรจาต่างๆ ที่ต้องชะงักไป แต่ถ้าเหตุการณ์ยังยืดยาว ไม่มีข้อสรุปที่นำไปสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว ก็จะกระทบมาก” นายนิวัฒน์ธำรง ระบุ
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และเป็นห่วงว่าประชาชนจะมีรายได้ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ เพราะหากเศรษฐกิจไม่ดีก็จะมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งหมด คนขายของไม่ได้ ชาวบ้านไม่มีเงินใช้ การจ้างงานมีปัญหา สินค้าเกษตรขายไม่ได้และมีราคาตกต่ำ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช.ไม่ได้ประเมินผลกระทบจากการชุมนุมว่ามีความเสียหายเป็นตัวเงินเท่าใด แต่พบว่าการเบิกจ่ายงบมีความล่าช้าจากปกติ 1 สัปดาห์ ซึ่งรัฐบาลต้องผลักดันให้ทุกส่วนราชการเร่งเบิกจ่ายงบ จากไตรมาสแรกที่การเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้า
ทั้งนี้ ที่ประชุมกำชับว่า การชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค.นี้ ขอให้ทุกฝ่ายดูแลสถานที่ราชการ โดยเฉพาะส่วนงานที่ให้บริการประชาชนเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ และดูแลส่วนราชการที่ทำหน้าที่เบิกจ่ายงบประมาณ เพราะขณะนี้การใช้จ่ายเงินภาครัฐถือเป็นเงินที่หล่อเลี้ยงภาคธุรกิจ







