posttoday
ปลุกป่าล้อมเมืองสลายแดงเสริมแกร่งพท.

ปลุกป่าล้อมเมืองสลายแดงเสริมแกร่งพท.

07 มกราคม 2557

13 ม.ค.ทั้งคนไทยและต่างชาติจะได้เห็นฉากที่ฉายภาพความขัดแย้งการเมืองไทยเชิงโครงสร้างอย่างแจ่มชัด

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

13 ม.ค.ทั้งคนไทยและต่างชาติจะได้เห็นฉากที่ฉายภาพความขัดแย้งการเมืองไทยเชิงโครงสร้างอย่างแจ่มชัด สืบเนื่องจากปรากฏการณ์ขั้วหนึ่งระดมมวลชนชัตดาวน์ศูนย์กลางประเทศ หวังช็อตอำนาจรัฐบาล ขณะที่อีกข้างปลุกมวลชนเคลื่อนพลต้านกว่า 50 จังหวัดล้อมกรุง จุดพลังชนบททัดทานกระแสกลุ่มคนชนชั้นกลางในเมือง

การปลุกมวลชนต้าน กปปส.นับเป็นสัญญาณรุกของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ชักธงเดินเกมมวลชนสวนคืนเต็มรูปแบบ หลังเพลี่ยงพล้ำให้พลังชนชั้นกลางในกรุงมานานร่วม 2 เดือน แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญทำให้รัฐตกเป็นฝ่ายรับมายาวนานเป็นเพราะการทุบความชอบธรรมของตัวเองอย่างหมดสิ้นจากการดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เหยียบย่ำหลักนิติรัฐ นิติธรรมและมนุษยธรรม แต่ภายหลังรัฐถอยกรูดคว่ำร่างยุบสภาคืนอำนาจให้คนทั้งประเทศตัดสินใจ ปรากฏว่า กปปส.ยังดึงเกมไล่ออกจากรักษาการพร้อมเสนอโมเดล นายกฯ พระราชทานรัฐบาลกลางสภาประชาชนที่ปราศจากการยึดโยงกับประชาชนทั้งประเทศ

แม้จะอ้างการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่ไม่ต่างจากการหาข้ออ้างใหม่ต่อชนวนไฟกำจัดอีกขั้ว เพราะประเทศไทยวนเวียนกับคำว่าปฏิรูปมาหลายสิบปี เเต่ปราศจากการเอาจริงมาทุกรัฐบาล คำถามสำคัญต่อสถานการณ์เวลานี้ไม่ใช่จะปฏิรูปหรือไม่ แต่คำถามคือ “ใคร” จะ “สถาปนาอำนาจจากใคร” มาเป็นผู้นำในการปฏิรูป ซึ่งทาง กปปส.ยืนยันในที่มาอำนาจนั้นว่ามาจากการแต่งตั้งโดยไม่ฟังเสียงคนทั้งประเทศ ผนวกกับวาทกรรมของนักวิชาการกลุ่ม กปปส.ที่ตอกย้ำความไม่เท่ากันระหว่างเสียงคน กทม.กับต่างจังหวัด ยิ่งทำให้ศึกครั้งนี้แจ่มชัดว่าภูมิศาสตร์และความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างสัมพันธ์ต่อการเมืองไทยอย่างแยกไม่ออก

เมื่อเป็นศึกที่เกี่ยวเนื่องภูมิภาค เพื่อไทยจึงปรับยุทธศาสตร์ใหม่ แทนที่จะระดมมวลชนเข้า กทม. ซึ่งเสี่ยงต่อการปะทะที่จะนำไปสู่การสั่นคลอนอำนาจของรัฐบาลเสียเอง เพราะก่อนหน้านี้แม้แต่การปลูกป่าในเมืองบนพื้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน แยกโซนกับราชดำเนินยังหนีไม่พ้นแผนเคลื่อนไฟเข้าใกล้น้ำมัน ดังนั้น หลังตกผลึกบทเรียน นปช.เพื่อไทยจึงตัดสินใจงัดแผนป่าล้อมเมืองเต็มสูบระดมเคลื่อนพล 50 กว่าจังหวัดทั่วประเทศ เว้น กทม.-ปริมณฑล ปลุกพลังคนต้องการเลือกตั้งช่วงชิงกระแสคืนจากชนชั้นกลางใน กทม.

แผนการปลุกคนฮือหนุนเลือกตั้ง 50 กว่าจังหวัดนั้นย่อมไม่ได้หวังผลเพียงข่มขวัญ กปปส.เพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกันยังส่งพลังไปยังท่าทีกองทัพให้ตระหนักว่า การรัฐประหารไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป การเคลื่อนขบวนรถถังเข้ายึดพื้นที่ศูนย์กลางอำนาจอาจไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนอดีตที่ผ่านมา หากมวลชนต่างจังหวัดสร้างพลังอำนาจที่เเข็งแกร่งต่อรองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การรวมพลครั้งนี้มีแนวทางที่น่าจับตายิ่งกว่านั้นคือ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกาศเดินหน้าเคลื่อนไหวไม่ใส่เสื้อแดง แสดงชัดถึงการตกผลึกบทเรียนระบบการเมืองสองขา เพื่อไทยนปช.ที่เริ่มตระหนักว่า “สีแดง” กลายเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งอาจส่งพลังเป็นแบ็กหนุนหลังรัฐบาลในยามที่เพลี่ยงพล้ำฝ่ายตรงข้าม แต่ในหลายสถานการณ์สีแดงกลับกลายเป็นจุดดูดเสียงต้านมาถล่มพรรคเพื่อไทยอย่างหนักหน่วง

แม้สัญลักษณ์เสื้อแดงมีข้อดีสามารถหลอมรวมคนเห็นร่วมอย่างเป็นเอกภาพ แต่ความเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ได้ส่งผลตีกลับคือ สร้างภาพให้ประชาชนคนกลางๆ เห็นภาพเสื้อแดงเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมดโดยไม่วิเคราะห์แบ่งแยก เหมารวมวาทกรรมระบอบทักษิณ พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. นักวิชาการ ขบวนการล้มเจ้า ไปจนถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮาร์ดคอร์สายพรรคและเสื้อเเดงในต่างจังหวัด ดังนั้น แม้เกิดการกระทำใดของคนเพียงกลุ่มคนเดียว แต่กลับสร้างภาพโยงใยให้กับเครือข่ายทั้งระบบส่งผลให้หลายสถานการณ์ คนทั่วไปจึงมองแค่ “สีเสื้อ” มากกว่า “ข้อเสนอ” ดังนั้นต่อให้จุดยืนของคนเสื้อแดงยืนหยัดอยู่บนการเคารพต่อสิทธิคนทั้งประเทศมากเพียงใด ส่งเสียงหนุนการเลือกตั้งดังแค่ไหน แต่คนส่วนใหญ่ยังคงห่อแพ็กเกจสีแดงเป็นกลุ่มเดียวกัน ปะแบรนด์ “ทักษิณ ชินวัตร” ซ้ำ ตอกย้ำความคิดสำเร็จรูป

เพื่อไทยนปช.ย่อมคิดได้ว่าปลุกป่าล้อมเมืองครั้งนี้ต่อให้ส่งเสียงดังหนุนการเลือกตั้งมากเพียงใด แต่หากเสียงนั้นดังออกมาจากขบวนพลสวมเสื้อแดง ย่อมไม่อาจส่งแรงกระเพื่อมต่อสังคมมากพอ เจตนารมณ์การเคลื่อนไหวต้องการเลือกตั้งอาจถูกบิดเบือนบดบังโดยทัศนคติของกลุ่มพลังเงียบ หรือกลุ่มคนกลางๆ ที่มีต่อคนเสื้อเเดง ดังนั้น การชู “ข้อเสนอ” การเลือกตั้งไม่ให้ “สีเสื้อ” บดบังอุดมการณ์หลักน่าจะทำให้เสียงวันที่ 13 ม.ค.นี้ ดังกระหึ่มขึ้น ที่สำคัญยังสามารถดึงแนวร่วมคนเสื้อขาวที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทาง กปปส. และต้องการการเลือกตั้งเหมือนกันให้เข้ามาร่วมเป็นพลัง หลังกำแพงสีแดงที่ขวางกั้นคนเสื้อขาวกับคนเสื้อแดงสลายตัวลง

ถึงกระนั้นใช่ว่าการปลุกพลังมวลชนในกว่า 50 จังหวัดจะส่งผลดีต่อรัฐบาลเสมอไป เพราะในแต่ละพื้นที่แม้จะเป็นฐานเสียงของคนเสื้อแดง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีมวลชน กปปส.รวมกลุ่มต้านรัฐบาลประจำจังหวัดขยายตัวจำนวนมาก ดังนั้น หากกลไกรัฐในพื้นที่ปล่อยให้เกิดการปะทะเผชิญหน้าระหว่างมวลชน ดังที่เกิดเหตุนำร่องให้เห็นเป็นคดีตัวอย่างใน จ.เชียงใหม่ แล้วนั้น ผลที่ตามมาหนีไม่พ้นที่รัฐบาลจะตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หาก กปปส.ปลุกความปั่นป่วนใน กทม.ได้สำเร็จ พร้อมทั้งเดินแผนย้อนศรคู่ขนาน เปลี่ยนการแสดงพลังหนุนการเลือกตั้งในกว่า 50 จังหวัดกลายเป็นความโกลาหลจากการปะทะเผชิญหน้า จะยิ่งโหมไฟลุกลามบานปลายเป็นความขัดแย้งระดับชาติ เร่งเครื่องเปิดทางให้กลไกพิเศษเข้ามาจัดการรัฐบาลสาหัสหนักกว่าเดิม

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน