
ชัตดาวน์กรุงเทพฯเร่งเครื่ององค์กรอิสระ
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ใกล้ถึงวันเคาะระฆัง ชัตดาวน์กรุงเทพฯ 13 ม.ค. เข้าไปทุกขณะ มวลมหาประชาชนเองก็คึกคัก ขานรับการยึดครองเมืองหลวงมากเข้าไปเรื่อยๆ
แน่นอนว่า เสียงของ ศอ.รส.ที่ขยันแถลงช่วงนี้ ทุกวัน ไม่มีผลอะไรกับขบวนใหญ่ สิ่งที่ผู้ชมทางบ้านมองวันนี้ เป็นเพียงเสียงนกเสียงกาเจื้อยแจ้ว ไร้น้ำหนัก ยิ่งขู่ก็เหมือนยิ่งยุ
จับสัญญาณที่คึกคักขณะนี้ เชื่อว่าในที่สุดการเคลื่อนไหวใหญ่วันที่ 13 ม.ค. จะมีจำนวนมวลชนมาแสดงพลังไม่มากไม่น้อยไปกว่าการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมาแน่นอน
หากวิเคราะห์กันตรงไปตรงมาแล้ว ไม่ว่ามวลมหาประชาชนจะออกมามากเพียงใด จุดมุ่งหมายของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ และมันสมองของ กปปส. ไม่ได้ต้องการใช้จำนวนของผู้ชุมนุมมากดดันรัฐบาลอีกต่อไปแน่นอน
เพราะการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ผ่านๆ มา ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. 9 ธ.ค. หรือ 22 ธ.ค. ซึ่งมีมวลชนมากจนรัฐบาลขนพองสยองเกล้านั้น สะทกสะท้านรัฐบาลเพียงครั้งเดียว คือ การชุมนุมในวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลตัดสินใจยุบสภาในเช้าวันนั้นทันที ส่วนครั้งหลังจากนั้นไม่ได้แสดงนัยอะไรมากไปกว่าสะท้อนให้เห็นภาพมวลมหาประชาชนมืดฟ้ามัวดินเท่านั้น
ปัจจัยชี้ขาดสำคัญของการชัตดาวน์ครั้งนี้ คือ การกดดันให้องค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เร่งตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งกับรัฐบาล เพื่อเปิดทางให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองตามเป้าหมายของ กปปส.มากกว่า
เพราะใน 5 วันทำการหลังจากนี้ ปฏิทินการเมืองมีกำหนดการสำคัญ ทั้งการนัดพิจารณาความผิด 383 สส.สว. ของ ป.ป.ช. ซึ่งโหวตผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา สว. หนึ่งในนั้นมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และยังจับตาไปที่การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 รวมถึงการผ่าน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
แม้จะยังไม่ชัดว่า ใน 5 วันนี้ หวยจะออกไปที่รัฐบาล และพรรคเพื่อไทยจริงอย่างที่ฝ่ายต้านรัฐบาลหวังหรือไม่ แต่หาก กปปส.อุ่นเครื่องจนเดือดพอ บูมเมอแรงจะยิงกลับไปที่องค์กรอิสระให้เร่งตัดสินเพื่อคลายวิกฤตของประเทศ
ไม่ต่างจากวันที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเร่งตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนโดยเร็วไม่เพียงกี่วัน
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ความพยายามดึงกองทัพ และข้าราชการมาเป็นพวก ซึ่งหากสังเกตให้ดีจะพบว่า กปปส.มีความพยายามอย่างต่อเนื่องตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
แม้ กปปส.จะไม่ได้ระบุชัดว่าทหารต้องทำรัฐประหารเพื่อล้มระบอบทักษิณ แต่หากทหารออกมาแสดงท่าทีขึงขัง ไม่เอาด้วยกับรัฐบาล พลังและข้อเรียกร้องของ กปปส.ก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น
เช่นเดียวกับการเรียกร้องให้ข้าราชการออกมาเป็นพวก เพราะต้องไม่ลืมว่า สถานะของข้าราชการยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญ ที่ทำให้รัฐบาลรักษาการยังคงรักษาอำนาจได้อยู่ ด้วยเหตุนี้ การชัตดาวน์เมืองกรุงทำให้เกิดความปั่นป่วน จึงต้องการให้สองกลุ่มนี้มองเห็นมวลมหาประชาชนอยู่ในสายตามากขึ้น
หากข้าราชการชัตดาวน์ตัวเองจริง รัฐบาลก็ไม่มีกำลังคนในมืออีกต่อไป
แต่หากถามว่า ปิดเมืองกรุง 12 สัปดาห์ หรือยาวไปถึง 1 เดือน จะส่งผลอะไรกับรัฐบาลหรือไม่นั้น เชื่อได้เลยว่า ไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งสิ้น
เชื่อได้ว่า ภารกิจที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรี ทำในช่วงนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงนี้ คือออกไปเดินสายต่างจังหวัด ตอกย้ำภาพนายกรัฐมนตรีไปเรื่อยๆ
ส่วนศูนย์กลางประเทศที่ถูกยึดครองอยู่นั้น ก็ปล่อยให้ผู้ชุมนุมยึดต่อไป ยิ่งนานเท่าไร ยิ่งเป็นผลดีกับรัฐบาล
รัฐบาลเชื่อว่ายิ่งยาวออกไป คู่ต่อสู้ของกำนันสุเทพจะเปลี่ยนจากรัฐบาลไปสู่ประชาชนทั่วไป 10 ล้านคน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ และรอบกรุงเทพฯ แทน
ยิ่งไปกว่านั้น การท่องเที่ยว และศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ จะเข้าสู่จุดเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคธุรกิจที่เคยมองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ก็จะออกมาต่อต้านชัดขึ้น
นอกจากนี้ การสละจุดหลักอย่างเวทีราชดำเนินอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีการ์ดคุมเข้มอยู่นับร้อยคน มีด่านตรวจเข้มงวดออกไปสู่จุดอื่นๆ 20 จุด เช่น สี่แยกราชประสงค์ สี่แยกอโศก ห้าแยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือถนนแจ้งวัฒนะ ยิ่งทำให้คุมเข้มเรื่องความปลอดภัยยากยิ่งขึ้น
บทเรียนที่ผ่านมา เวทีเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เองก็โดนลอบยิงโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่ายอยู่หลายครั้ง เพราะฉะนั้นความปลอดภัยของเวทีการชุมนุมแต่ละจุด นับว่าน่ากังวลอย่างมาก
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่การชัตดาวน์กรุงเทพฯ จะกดดันรัฐบาลได้ นอกจากจะหวังคดีต่างๆ ในมือองค์กรอิสระขณะนี้







