ไม่ใช่ฮาร์ดคอร์ คปท.สันติวิธีเชิงรุก
ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่มือมืดลอบทำร้ายหน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน และ สุภชาติ เล็บนาค
ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ที่มือมืดลอบทำร้ายหน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กลางดึก ว่ากันว่าเป็นปฏิบัติการ “เอาคืน” ภายหลังผู้ชุมนุม “ห้าวเป้ง” บุกกดดันการรับสมัครลงเลือกตั้งที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทยญี่ปุ่น) ดินแดง
แนวป้องกันบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐประชิดทำเนียบรัฐบาล จึงเต็มไปด้วยกระสอบทรายและบังเกอร์ยางรถยนต์ มาตรการคุมเข้มความปลอดภัยถูกยกระดับถึงขีดสุด “โพสต์ทูเดย์” ฝ่าเปลวแดดเที่ยงวันมุดเข้าหลังเวที นัดหมายขอดเกล็ดสัญญาณความรุนแรงกับ “นิติธร ล้ำเหลือ” แกนนำ คปท. ที่เพิ่งรอดพ้นจากยุทธการ “อุ้มฆ่า” มาอย่าง หวุดหวิด
“ตอนนี้ผมต้องอยู่ในพื้นที่ชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมง ไปไหนไม่ได้แล้ว มันไม่ปลอดภัย” นิติธร สวมเสื้อกล้ามสีขาว กางเกงบลูยีนส์ รองเท้าฟองน้ำสีเขียว ใช้ตะเกียบคีบเส้น ก๋วยเตี๋ยวจากชามโฟม วิถีชีวิตไม่แตกต่างไปจากมวลชนคนอื่นๆ
ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ตำรวจจะเข้ามาบุกจับรวบตัวในระยะเวลาอันใกล้นี้ นิติธรตอบราบเรียบ “อาจจะมีความคิด แต่ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะกล้าเสี่ยง ไม่กล้าลงมือผลีผลาม เพราะถ้าไม่มีแกนนำหรือคนที่มวลชนยอมรับ มันจะเกิดสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ขึ้น”
อะไรคือสถานการณ์นั้น? “เขาก็จะจัดการของเขาเอง อันนี้แหละที่จะคุมไม่ได้ ตำรวจบอกว่าถ้าตำรวจติดอาวุธประชาชนตายเป็นร้อย ถามว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมวลชนจะยอมให้คุณทำฝ่ายเดียวหรือ ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นวันนี้ ต้องดูแลให้พื้นที่ชุมนุมปลอดภัยและแกนนำปลอดภัย กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้มีมากกว่าประชาชน”
ข้อสังเกตหนึ่งถูกตั้งขึ้นท่ามกลางห่ากระสุนและควันแก๊สน้ำตา ... เพราะแนวทางของ คปท. เป็น “ฮาร์ดคอร์” ใช่หรือไม่? แต่ละการเคลื่อนขบวนจึงล่อเป้าสุ่มเสี่ยง
“เราไม่ใช่ฮาร์ดคอร์และไม่ได้มีบทบาทเป็นหน่วยหน้า แต่หากมองทางกายภาพจากพื้นที่การชุมนุมก็อาจจะใช่ สาเหตุที่โดนถล่มอยู่จุดเดียวคงเป็นเพราะ คปท.อยู่ในพื้นที่แหลมคมในการกดดันรัฐบาล ประเด็นและการเคลื่อนไหวก็แหลมคมต่อสถานการณ์ นำมาสู่ความเพลี่ยงพล้ำของรัฐบาลในหลายๆ เรื่องมากกว่าเวทีอื่น”
ตัวอย่างเช่น หาก คปท.ไม่เคลื่อนไปยังศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทยญี่ปุ่น) ดินแดง ในวันนี้ บ้านเมืองคงจะเต็มไปด้วยแผ่นป้ายหาเสียง และคงไม่เกิดปรากฏการณ์ปฏิเสธการเลือกตั้งในภาคใต้ ต้องยอมรับกันว่านี่เป็นผลมาจากกระแสของ คปท.
นิติธร ยอมรับว่า จากนี้คงต้องปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขึ้นอีก แต่อย่างไร คปท.ก็ต้องออกเดินรณรงค์ต่อไป หยุดไม่ได้ ยืนยันว่าตั้งแต่เริ่มชุมนุมจนถึงขณะนี้ยังยึดหลักสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่เคยก้าวล่วงไปในแนวทางอื่น
แต่สันติวิธีที่จะเป็นผลในการรณรงค์ทางการเมืองให้ได้ผลนั้น “ต้องเป็นสันติวิธีเชิงรุก”
ร่วม 25 ปี คือตั้งแต่ปี 2532 มาจนถึงปัจจุบัน นิติธรเรียนรู้และมีประสบการณ์การทำงานด้านสันติวิธีมาโดยตลอด เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม มีโอกาสทำงานด้านสันติวิธีร่วมกับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ โคทม อารียา พระไพศาล วิสาโล หรือแม้แต่ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
นาทีนี้เขาได้อ้างอิงแนวทาง “สันติวิธี” ในรูปแบบที่หลายคนอาจไม่คุ้นชิน แต่เป็นไปจริงตามครรลองของทฤษฎี
“เรามองว่าสันติวิธีที่จะได้ผลทางการเมือง คือการสร้างสัญลักษณ์และสันติวิธีเชิงรุก สำหรับสันติวิธีเชิงรุกคือการแสดงออกถึงการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับยอมรับผิดของผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องให้ความมั่นใจแก่คนได้ว่ามันเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้และมีผลกระเทือนต่อเป้าหมายโดยตรง จนเป้าหมายอยู่ไม่ได้ ต้องออกมาให้ความเห็นต่อสังคม”
ตัวอย่างเช่น การเดินขบวน “เข้าพื้นที่ความมั่นคง” เรามองกฎหมายว่าสามารถจัดการชุมนุมได้ถ้ามีความปลอดภัยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ครั้งหนึ่งที่ คปท.ประกาศเคลื่อนไปวางพวงมาลาที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแล้วตำรวจพยายามขัดขวาง ที่สุดเราก็พิสูจน์ว่าเข้าไปได้มวลชนก็เกิดความมั่นใจ หรือการเคลื่อนขบวนใหญ่ไปที่วัดพระแก้ว ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ศาลเจ้าพ่อเสือ มีเป้าหมายคือ “เดินผ่าพื้นที่ความมั่นคง” เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแกนนำพาผู้ชุมนุมไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
“เราเคลื่อนรุกเข้าไปที่กองทัพบกก็เพื่อถามเขาว่ากำลังทำอะไรอยู่ วันนี้รัฐบาลกระทำผิดรัฐธรรมนูญ ท่าทีของคุณจะเอาอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้ จะสนับสนุน ปฏิเสธ หรือจะ ขัดแย้งกับภาคประชาชน คือไม่สนับสนุนการชุมนุม ซึ่งผลจากการเคลื่อนไหวในครั้งนั้นทำให้ผู้บัญชาการทหารบกต้องออกมาแสดงท่าทีเป็นครั้งแรก นี่คือเหตุผลที่เราตัดสินใจบุกเข้าไปกองทัพบก ซึ่งถ้าจะผิดกฎหมายก็แค่การบุกรุกสถานที่ราชการ แต่สิ่งสำคัญคือเจตนาของเราต้องตรงไปตรงมา และพร้อมเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม”
“หรือแม้แต่กรณีที่เราไปยังสถานทูตอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกาเปรียบเทียบการชุมนุมของไทยกับยูเครน โดยบอกว่าประเทศไทยไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วก็เกิดกรณีซูเอี๋ยตั้งฐานทัพเรือ คือถ้าอเมริกาบอกว่าตัวเองเป็นประเทศที่มีหลักนิติรัฐ นิติธรรม แล้ว ในเมื่อรัฐบาลไทยในขณะนี้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญ เหตุใดอเมริกาจึงสนับสนุน คปท.ต้องไปถาม”
เฉพาะห้วงเวลา 2 เดือน ที่ปักหลักอยู่บนถนนราชดำเนิน คปท.เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับครั้งไม่ถ้วน และส่วนใหญ่ล้วนแต่ถูกกระทำอย่างรุนแรงมากกว่าพื้นที่การชุมนุมอื่นๆ ทว่า “มวลชน” ของ คปท.ไม่เคยยี่หระกับคาวเลือดและคราบน้ำตา
แกนนำรายนี้ อธิบายว่า เป็นเพราะได้เสนอความเป็นจริงให้กับมวลชนว่าอะไรคือการต่อสู้ทางการเมือง และจะต้องเจอกับวิธีปฏิบัติของรัฐบาลอย่างไร มันต้องเสนอโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่ไปสร้างโลกที่สวยงามให้มวลชน เพราะความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดของการชุมนุม คือมวลชนไม่ เข้าใจสถานการณ์จริง เมื่อเกิดเหตุก็จะไม่มีระเบียบวินัย
“ปัจจัยจะทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคืออะไร คือการเหยียบกันตาย การแตกตื่น การไม่เตรียมกระบวนการช่วยเหลือ การไม่รู้ช่องทางเคลื่อนย้ายผู้คน การไม่รู้ช่องทางให้ผู้คนหลบกำบัง หรือช่องทางลำเลียงอุปกรณ์ช่วยเหลือเข้ามา นี่จะเป็นเหตุให้ประชาชนเสียชีวิตมากกว่าถูกกระทำโดยตรง”
“เห็นได้ว่าพื้นที่ คปท.แม้ว่ารัฐจะใช้ความรุนแรง ใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งเราโดนหนักมาก แต่ประชาชนที่นี่ไม่ได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรงเลย ถ้ารัฐยังใช้แก๊สน้ำตาอยู่ก็ไม่มีอะไรรุนแรง ก็สู้กัน เราก็เอาน้ำ เอากระสอบ เอาถังดับเพลิง อย่างที่เห็นๆ ไปสู้ เราโดนกระสุนจริงไป 23 คน เรายังไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง นี่คือประชาชนที่อยู่กับความจริงและอยู่กับสถานการณ์ แต่ถ้าไม่ได้มีการเตรียมหรือไม่ได้มีการแจ้ง มันจะเหมือนต่างคนต่างหาอาวุธได้ แรงมา ยิงมา ก็ยิงไป โดยไม่คำนึงว่ามันจะเสียหายอย่างไร มันจะทำให้ความรุนแรงขยายตัวหรือไม่”
จนถึงขณะนี้เข้าใกล้เป้าหมายแล้วหรือยัง ? “ความเห็นผมมันยังไม่ถึงจะชี้ชัดได้เหมือนเข้าเส้นชัยก็ต้องดูที่รูปถ่าย เชื่อว่าภายในเดือน ม.ค.นี้ ก็คงยังไม่จบ ก็อยู่กันไปสิ 7 วัน 10 วัน ก็อยู่กันไป”
“วันนี้รัฐบาลใช้วิธีการหนี ส่วนทหารก็ยังคงเพิกเฉยต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง ทั้งที่รัฐบาลนี้ พรรคการเมืองนี้ เคยถูกศาลตัดสินมาแล้วว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อการปกครองของประเทศไทย คุณไม่ควรมีสิทธิมารับเลือกตั้ง คุณพักสิทธิการเมือง 5 ปี โดยไม่ได้อบรมจิตใจ ไม่ได้คุมประพฤติ ไม่ได้เข้าคอร์สอบรมประชาธิปไตยเลย ขณะที่คนทำผิดยาเสพติด ข่มขืน ต้องถูกบำบัด แต่นักการเมืองไม่มีกลไกนี้”
“ขณะที่นักธุรกิจก็ต้องพูดให้ชัด อย่าเห็นแก่ตัว คุณตีกินจากกำไรอย่างเดียวแล้วก็อาศัยอำนาจรัฐในการทำธุรกิจ เอาเป็นว่าไม่มีคุณธรรมหรือมีคุณธรรมน้อยเกินไป อีกส่วนคือความกล้าหาญของข้าราชการก็น้อย ไม่มีความก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตยน้อยที่สุด มันเป็นความเคยชินกับระบบที่ยอมจำนนกับอำนาจ ผมว่าข้าราชการทำให้สภาพบังคับ หรือการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นหมัน”
ถามถึงสถานะการเงินของ คปท. ขณะนี้ ที่ไม่ได้รับบริจาคมากมายหมือนเวทีใหญ่อย่างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นิติธร ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากไม่เคยขอรับบริจาคจากใคร จนหลายครั้งต้องไปหยิบยืมเพื่อมาจ่ายค่าเช่าเวทีและอุปกรณ์เครื่องเสียงล่วงหน้า
“มีหลายส่วนความเข้าใจว่าหลายเวทีสนับสนุน คปท. ไม่ใช่เรื่องจริง เรายืนด้วยลำแข้งของเรา ไม่มีค่าเวที ไม่พอผมก็ยืมเขามาจ่าย หลายครั้งเราก็ประกาศกับพี่น้องตรงๆ หน้าเวทีว่าเราไม่มีเราก็รับบริจาคหน้าเวที อาหารไม่มี พอประชาชนทราบข่าวเขาก็สนับสนุนเรา อาจเป็นเพราะเราปักธงชัดเจน และเราดำรงความอิสระเป็นสิ่งสำคัญ ในช่วงหลังมวลชนก็สนับสนุนมากขึ้น เวทีอื่นก็รู้มากขึ้นว่าเราสู้ด้วยความยากลำบาก” นิติธร ระบุ







