
มรดกความตายหลั่งเลือดล้างพินัยกรรม
สันดานดิบแค่อยากมีเงิน ความโลภวูบเข้าครอบงำจิตใจ จึงฆ่าได้แม้แต่บุพการีของตนเอง คดีนี้จึงไม่ต่างจากคดีพินัยกรรมเลือดที่มีจุดจบสิ้นสุดลงตรงที่ความตายเหมือนกัน
สันดานดิบแค่อยากมีเงิน ความโลภวูบเข้าครอบงำจิตใจ จึงฆ่าได้แม้แต่บุพการีของตนเอง คดีนี้จึงไม่ต่างจากคดีพินัยกรรมเลือดที่มีจุดจบสิ้นสุดลงตรงที่ความตายเหมือนกัน
โดย...ธนก บังผล
เงินทองของนอกกาย ไม่ตายก็หาได้ แต่เงินทองก็ทำให้คนตายมามาก แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันก็ฆ่าแกงกันได้ลงคอ เพราะแย่งมรกดก้อนโตนั่นเอง เงินทองจึงไม่มีพี่มีน้อง ดังมีตัวอย่างให้เห็น|มากมายหลายครอบครัว
โศกนาฏกรรมล่าสุด เป็นคดีฆ่าล้างครัว “เนตรศิริ” เหตุเกิดเขตบางพลัด กทม. นี่เอง จุดเริ่มต้นของเรื่องเศร้าเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่ง นางชุลี เนตรศิริ พี่สาวคนโตของครอบครัวทำพินัยกรรมมอบที่ดินรวมถึงบ้าน2 หลังให้กับน้องๆ 3 คน คือ นายชวลิต น.ส.วันทนา และน.ส.ธัญญานันท์
บ้านหลังดังกล่าวนี้ตั้งอยู่เลขที่ 54, 54/1-2 ซอย|จรัญสนิทวงศ์ 78 แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด ลักษณะเป็นบ้านที่ปลูกอยู่ในรั้วเดียวกัน 3 หลัง
เมื่อนางชุลีเสียชีวิตลงในปี 2546 นายวิชัย ภุชชงค์ สามี ซึ่งกลายเป็นพ่อม่ายก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านอีกหลังหนึ่งเพียงลำพัง เพราะนางชุลีได้ระบุไว้ในพินัยกรรมว่า หลังจากเสียชีวิตแล้ว เธอให้สามีอาศัยอยู่ในบ้านต่อไปได้ ในบ้านรั้วเดียวกับน้องๆ ของเธอ
แม้นางชุลีจะเสียชีวิตไปร่วม 6 ปี นายวิชัยก็ยังคงอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 54 ที่เคยอยู่ร่วมกับน้องนางชุลีมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนน้องๆ ทั้งสามคนก็อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 54/1 และ 54/2
นับตั้งแต่ตกพุ่มม่ายไม่นาน นายวิชัยก็ได้เกษียณจากการเป็นพนักงานของการไฟฟ้า แล้วเริ่มประพฤติตัวเป็นเพลย์บอยเฒ่า มักจะพาหญิงสาววัยรุ่นมาหลับนอนที่บ้านบ่อยครั้ง จนทำให้น้องๆ ของนางชุลีรู้สึกว่า สิ่งที่พี่เขยประพฤติปฏิบัติไม่ให้เกียรติพี่สาวเลย
จนในที่สุดความอดทนก็ขาดสะบั้นลงเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว น้องๆ ของนางชุลีพร้อมใจไปฟ้องศาลให้ขับไล่นายวิชัยออกจากบ้าน เมื่อเรื่องรู้ถึงหูนายวิชัยไม่พอใจเป็นอย่างมาก และเคยขู่บรรดาน้องเมียว่าหากไล่ออกจากบ้านเมื่อไหร่จะฆ่าให้ตายยกครัว
นายวิชัยทำเรื่องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลขออาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป ยื้อมาได้นาน 2-3 ปี จนกระทั่งวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดีและตำรวจ 1 นาย นำคำสั่งศาลมาติดไว้ที่บ้าน แจ้งให้นายวิชัยย้ายออกจากบ้าน
จากที่เคยไม่พอใจเป็นทุนเดิมเมื่อมาเจอคำสั่งศาลให้ย้ายออก นายวิชัยเกิดบันดาลโทสะ ก่อนที่จะเรียกน้องเขยทั้งสามคนมาเจรจาตกลงต่อหน้าเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีและตำรวจ แต่ผลออกมาเหลว หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับคู่กรณีทั้งสองไม่ได้
ลับหลังเจ้าหน้าที่กลับไปไม่นาน นายวิชัยก็ทำตามคำที่เคยลั่นวาจาไว้ว่า “หากไล่ออกจากบ้านเมื่อไหร่จะฆ่าให้ตายยกครัว” เมื่ออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เขาจึงเข้าไปคว้าทูตมรณะ .38 เดินตามน้องเขยทั้งสามเข้าไปในบ้านเลขที่ 54/1 ซึ่งเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น
ก่อนจะลั่นไกสังหารนายชวลิต อายุ 52 ปี กระสุนเข้าที่ขมับซ้าย 1 นัด และหน้าท้องอีก 1 นัด ก่อนจะยิง น.ส.วันทนา อายุ 59 ปี ที่หน้าท้อง 1 นัด ทั้งคู่เสียชีวิตคาที่ ส่วน น.ส.ธัญญานันท์ อายุ 60 ปี ถูกยิงที่หน้าท้อง ก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ด้านเพลย์บอยเฒ่า หลังจากสวมวิญญาณมือปืนฆ่ายกครัวแล้ว ก็เดินกลับเข้าบ้านตัวเอง ก่อนใช้ปืนกระบอกเดิมจ่อเข้าที่ขมับขวาปลิดชีวิตตัวเอง ปิดฉากละครเรื่องยาวที่ดำเนินมา 7 ปีอย่างถาวร พินัยกรรมที่นางชุลีทำขึ้นมาด้วยหวังจะแบ่งทรัพย์สมบัติให้น้องๆก็ไร้ซึ่งคนครอบครองไปโดยปริยาย
เหตุเศร้าสะเทือนใจจากทรัพย์สินเงินทองมีให้เห็นบ่อยครั้ง ไม่เพียงทำให้ญาติพี่น้องต้องเข่นฆ่ากันเองเท่านั้น ลูกทรพียังวางแผนฆ่าพ่อแม่ก็เคยมีให้เห็น
ย้อนดูคดีลักษณะนี้ปี 2550 มีคดีตบตาตำรวจให้เข้าใจว่าเป็นการโจรกรรม เหตุเกิดในบ้านปูนชั้นเดียวตั้งอยู่กลางสวนมะนาวและละมุดเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
พบศพ นายประวิทย์ สวัสดิ์ประธานชัย อายุ 52 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงด้วยปืนขนาด 11 มม. และปืนลูกซอง กลางหน้าผากและลำตัวกว่า 10 นัด นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดโดยมีปืน 9 มม. อยู่บนหลัง
ในห้องนอนข้างเตียงพบศพนางดีออน อายุ 46 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ มีผ้าห่มสีแดงม้วนคลุมร่าง ตามลำตัวและใบหน้าถูกกระสุนยิงจนพรุนกว่า 10 นัดเช่นกัน
ตำรวจพบอีกว่าในที่เกิดเหตุมีปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. และหมอนรองกระสุนปืนลูกซองตกกระจายเกลื่อนพื้น แต่ไม่พบปลอกกระสุนขนาด 11 มม. ในที่เกิดเหตุมีร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สินโดยเฉพาะในห้องนอน
นายวีรยุทธ์ สวัสดิ์ประธานชัย อายุ 25 ปี ลูกชายคนโตของผู้ตาย ให้การว่า พ่อเป็นเจ้าของสวนมะนาวและละมุด และมีอาชีพปล่อยเงินกู้กับรับจำนำทรัพย์สินต่างๆ ฐานะจัดอยู่ในขั้นร่ำรวย ปกติพักอยู่ที่บ้านเกิดเหตุกับพ่อแม่และน้องชาย รวม 4 คน ส่วนน้องสาวพักอยู่ในกรุงเทพฯ
ก่อนเกิดเหตุตนขับรถยนต์ออกไปเที่ยวนอกบ้าน ส่วนน้องชายไปทำรายงาน และนอนค้างบ้านเพื่อน กระทั่งเวลาประมาณ 03.00 น. กลับเข้าบ้าน ต้องตกใจเมื่อพบพ่อแม่ถูกยิงเสียชีวิตจึงรีบแจ้งตำรวจ
แต่ด้วยข้อสังเกตที่ว่าปืนขนาด 9 มม. อยู่บนหลังศพนายประวิทย์ได้อย่างไรจึงนำไปสู่การสอบสวนแบบเคร่งเครียด จนสุดท้ายลูกเนรคุณยอมเปิดปากรับสารภาพว่า เป็นคนลงมือสังหารพ่อแม่บังเกิดเกล้า และจัดฉากทำทีว่าถูกแก๊งคนร้ายบุกปล้นฆ่า
เหตุผลเดียวที่ลูกทรพีคิดฆ่าบุพการี ก็คือหวังจะเอาเงินประกันชีวิตกว่า 2 ล้านบาท และเงินมรดกกับทรัพย์สินอื่นๆ กว่า 10 ล้านบาท โดยวางแผนทำทีเป็นขับรถออกไปเที่ยวนอกบ้าน ก่อนจะย้อนกลับเข้ามาตอนเวลา 22.00 น. สบโอกาสตอนพ่อเผลอ ใช้ปืนลูกซองยิงใส่ตามด้วยปืน 11 มม. อีกหลายนัดจนล้มลงเสียชีวิต
นรกเดนตายคนเดิมยังเดินเข้าไปยิงแสกหน้าแม่ที่ได้ยินเสียงปืน และนอนคลุมโปงอยู่บนเตียงด้วยความกลัว ก่อนจะยิงซ้ำที่ร่างอีกจนแน่ใจว่าตายสนิท จึงไปหยิบปืนขนาด 9 มม.ของพ่อในห้องนอน ออกมายิงทำทีเหมือนดวลปืนกับคนร้าย แต่พลาดท่าไม่ทันคิดดันเอาปืนไปวางไว้บนศพ เอากระสุนไปทิ้งเสร็จก็กลับมาทำทีใช้ชะแลงงัดประตูบ้านเพื่อจัดฉาก
แต่บาปกรรมตามทันในบัดดล ลูกชั่วถูกจับพิรุธได้ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าบุพการีโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
สันดานดิบแค่อยากมีเงิน ความโลภวูบเข้าครอบงำจิตใจ จึงฆ่าได้แม้แต่บุพการีของตนเอง คดีนี้จึงไม่ต่างจากคดีพินัยกรรมเลือดที่มีจุดจบสิ้นสุดลงตรงที่ความตายเหมือนกัน ประโยชน์อะไรที่คนเราจะมีเงินใช้สอยมากมาย แต่ซื้อชีวิตและความสุขให้กับตัวเองไม่ได้เลย !!!







