
เป็นไงต่อ
ปัญหาทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเหลือเพียง 2.8% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.7% และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 4% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 5.1% แต่หากปัญหาทางการเมืองยังยืดเยื้อและไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 3% หรือต่ำกว่า และยิ่งหากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม 2 ล้านล้านบาท และโครงการการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ต้องถูกยกเลิกไป การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะยิ่งลดต่ำกว่านี้อีก
ปัญหาทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเหลือเพียง 2.8% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.7% และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 4% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 5.1% แต่หากปัญหาทางการเมืองยังยืดเยื้อและไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าจะเหลือเพียง 3% หรือต่ำกว่า และยิ่งหากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม 2 ล้านล้านบาท และโครงการการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ต้องถูกยกเลิกไป การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะยิ่งลดต่ำกว่านี้อีก
ด้วยปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ เวลาไปไหนมาไหนก็มักจะเจอคำถามเสมอว่า “แล้วจะเป็นไงต่อ” และก็ต้องยอมรับว่า ไม่รู้จะตอบอย่างไรจริงๆ แต่ถ้าหากจะให้คาดประมาณก็ต้องตอบเหมือนที่ได้บอกทุกครั้งว่า จากแนวทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะมีผลออกมาอย่างไร ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่ ที่อาจจะใหญ่กว่า และรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ และที่ผ่านมาการพัฒนาของความวุ่นวายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พรรคประชาธิปัตย์ที่มีจำนวน สส.เป็นอันดับ 2 มีคนลงคะแนนเสียงให้ถึงกว่า 11 ล้านคน ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยตัดสินใจบอยคอตการเลือกตั้ง ก็คาดหวังได้เลยว่าจะต้องเกิดความวุ่นวายเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน อดไม่ได้ที่จะต้องนึกย้อนกลับไปถึงปี 2549 ที่พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตการเลือกตั้งเช่นกัน และนำมาสู่การปฏิวัติรัฐประหารในที่สุด และหลังจากจัดให้มีการเลือกตั้งที่พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะ แต่ก็มีขั้นตอนจัดการให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลในที่สุด แต่ในการประท้วงในปี 2549 นั้น ยังมีมวลชนเพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้มีมวลชนทั้งสองฝ่ายเหมือนปัจจุบัน โดยหากในครั้งนี้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่ไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ก็เป็นไปได้สูงที่จะทำให้มวลชนอีกฝ่ายไม่พอใจและจะออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน ซึ่งโอกาสที่จะเกิดการปะทะกันระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่ายก็เป็นไปได้มาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มวลชนถูกปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชัง ก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น มิเช่นนั้นนอกจากจะเกิดการบาดเจ็บล้มตาย และเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงของคนในชาติแล้ว ยังจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การค้าขายจะซบเซา การลงทุนจะหยุดชะงัก ความเชื่อถือของต่างประเทศจะหมดลง หุ้นจะตกอย่างมาก บริษัทจะขาดทุน และการจ้างงานจะลด ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งอยากจะขอเตือนทุกฝ่ายให้เห็นภาพนี้ล่วงหน้า และต้องพยายามช่วยกันป้องกันอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งเป็นผลจากการที่พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตการเลือกตั้งที่อาจจะนำมาสู่เหตุการณ์ดังกล่าวได้
ในการโจมตีทางการเมือง อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้ อย่างเช่น วิธีการลดช่องว่างระหว่างผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้สูงที่ห่างกันมาก โดยอาจจะนำไปสู่ปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจในอนาคตได้ ดังนั้น จึงต้องใช้การกระจายความเจริญ การกระจายรายได้ การเข้าถึงแหล่งทุน และการเข้าถึงสาธารณสุขพื้นฐาน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของทุกประเทศ แต่ถูกต่อว่าเป็นระบบประชานิยมที่จะทำให้ประเทศล่มสลาย โดยมีความพยายามที่จะทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ทั้งๆ ที่เป็นความจำเป็นของทุกประเทศที่จะต้องดำเนินการลดช่องว่างนี้ และหากมองย้อนหลังจะพบว่า การดำเนินการดังกล่าวตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่าทำให้หนี้สาธารณะของประเทศไทยพิ่มขึ้นมากแต่อย่างใด ตั้งแต่มีโครงการประชานิยมมา หนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติยังอยู่ระดับไม่เกิน 45% เลย โดยหากเทียบกับประเทศที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะมีหนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติเกินกว่า 100% ขึ้นไปทั้งนั้น ดังนั้น การกล่าวหาว่าประชานิยมที่ผ่านมาทำให้ประเทศล่มสลาย จึงไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด และการข่มขู่ว่าจะยกเลิกโครงการประชานิยมทั้งหมดนี้ น่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้มากกว่า
ผู้ที่มีรายได้มากควรจะคิดถึงผู้มีรายได้น้อยที่เป็นเพื่อนร่วมชาติ และน่าจะอยากให้ผู้มีรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้มีรายได้ปานกลางเพื่อที่จะเสียภาษีในระบบได้ อีกทั้งผู้ที่มีรายได้มากเป็นจำนวนมากมีรายได้มาจากการขายสินค้าและบริการให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มีจำนวนคนมากกว่าอีกด้วย
หากมองย้อนหลังที่ผ่านมา หนี้สาธารณะที่เพิ่มมากที่สุดและเกิดประโยชน์น้อยที่สุด คือ หนี้สาธารณะจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท ที่เกิดจาก ธปท.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ มาให้รัฐ ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการปิดสถาบันการเงิน 56 แห่ง และการนำทรัพย์สินใน ปรส.ไปขายกันอย่างอีลุ่ยฉุยแฉกจนขาดทุนมหาศาล โดยมีการออกกฎหมายเอื้อให้ต่างชาติได้กำไรไปมากมายโดยไม่ต้องเสียภาษี ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จนศาลได้ตัดสินว่าผิดไปแล้วหลายคดี และหนี้ที่เกิดขึ้นนี้ ประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่ได้มีส่วนในการก่อหนี้นี้เลยแต่อย่างใด
การเข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกันของทุกคนในชาติ เป็นสิ่งที่จำเป็นในภาวะปัจจุบัน







