posttoday
ตลาดเกิดใหม่บอกลาปีสุดหินทำใจต่อปีหน้า 2014

ตลาดเกิดใหม่บอกลาปีสุดหินทำใจต่อปีหน้า 2014

27 ธันวาคม 2556

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

หลังครองตำแหน่งดาวรุ่งพุ่งแรงขวัญใจนักลงทุนทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลอดทั้งปี 2013 กลับกลายเป็นปีที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (อีเมอร์จิง มาร์เก็ต) ซึ่งนำโดย 5 ประเทศหลักอย่าง บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ หรือที่รวมเรียกกันว่า กลุ่มบริกส์ ครองตำแหน่งดาวร่วงที่ผจญปัญหาต่างๆ มากมาย

ไล่เรียงตั้งแต่ การเติบโตที่ชะลอตัวช้าลง ตลาดเผชิญความผันผวนไร้เสถียรภาพ ไปจนถึงความวุ่นวายไม่สงบ เช่น การชุมนุมประท้วงภายในหลายประเทศ จนทำให้นักลงทุนวิตกกังวลและตัดสินใจชะลอการเข้ามาลงทุน

โดยข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยืนยันชัดว่าความวิตกกังวลของนักลงทุนทั่วโลก ถือเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้การเติบโตในกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปีนี้ โดยการเติบโตของรัสเซียลดลง 3.4% ในปี 2012 ก่อนหน้ามาอยู่ที่ 1.5% ขณะที่แอฟริกาใต้ลดลงจาก 2.5% เหลือ 2% เม็กซิโกลดจาก 3.6% มาอยู่ที่ 1.2% และไทยลดลงจาก 6.5% มาอยู่ที่ 3.1%

ทั้งนี้ ก่อนที่จะว่ากันถึงสาเหตุที่เสน่ห์ของประเทศตลาดเกิดใหม่เหือดหายไป ต้องยอมรับกันเสียก่อนว่า ประเทศในตลาดกลุ่มนี้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อตลาดโลก เมื่อเสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่การเงินสหรัฐล้มไม่เป็นท่า ยุโรปปวดหัวกับหนี้สาธารณะท่วม และญี่ปุ่นเจอภาวะเงินฝืดทำให้เดินไปข้างหน้าต่อไม่ได้

ดังนั้น ตลาดที่สามารถเติบโตได้ดี มีชนชั้นกลางซึ่งมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีโอกาสขยายตัวเติบโตได้ดี และมีต้นทุนการผลิตไม่แพงอย่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จึงได้ใจนักลงทุนจากทั่วโลกที่กำลังแสวงหาแหล่งลงทุนแห่งใหม่นอกเหนือจากตลาดประเทศพัฒนาแล้ว

ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เสน่ห์แพรวพราวของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ลดลงไปอย่างมากในปี 2013 นี้ เมื่อประมวลจากความเห็นของนักวิเคราะห์หลายสำนัก สามารถแบ่งได้เป็น 3 ปัจจัยหลัก ก็คือ 1) เศรษฐกิจสหรัฐยุโรปญี่ปุ่น กำลังฟื้นตัว 2) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) และ 3) ปัญหาภายในของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เอง

สำหรับเหตุปัจจัยประการแรกสุดที่ว่าด้วยเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป หรือแม้แต่ญี่ปุ่น นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งอธิบายว่า เมื่อกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจแกร่งและมีศักยภาพการแข่งขันสูง เริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์เลวร้าย ย่อมเป็นธรรมดาที่นักลงทุนจะหันกลับไปหาประเทศเหล่านั้น เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว หากไม่นับภาวะซบเซา ประสิทธิภาพผลตอบแทนของกลุ่มประเทศพัฒนาดีกว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่นักลงทุนยังต้องแบกรับความเสี่ยงบางประการไว้

ขณะเดียวกันปัจจัยต่อเนื่องประการต่อมาก็คือ เมื่อเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะเสาหลักเศรษฐกิจหมายเลขหนึ่งอย่างสหรัฐเริ่มฟื้นตัว โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการทุ่มเงินมหาศาลอัดฉีดเข้าระบบการเงินอย่างคิวอีย่อมได้เวลาเลิกรา ซึ่งหมายถึงว่า ปริมาณเงินมหาศาลที่ไหลเข้าในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ก็เริ่มมีการไหลออกจากตลาด ซึ่งข้อมูลจากแบล็กร็อก ระบุว่า เพียงแค่เดือน พ.ย. เดือนเดียวมีทุนไหลออกจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่แล้วถึง 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

การไหลออกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นสถานะทางเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางของหลายประเทศในกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งยังไร้ภูมิระเบียบข้อบังคับด้านการเงินที่มีประสิทธิภาพแกร่งพอจะต้านทานภาวะทุนไหลเข้าออก จนทำให้นักลงทุนตระหนักได้ว่า ตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีความเสี่ยงมากเพียงใด โดยที่ผ่านมานักลงทุนส่วนหนึ่งอาจรับทราบความเสี่ยงนี้ ทว่า เพราะมีคิวอีเป็นแหล่งทุนราคาถูกเพื่อการลงทุน ทำให้นักลงทุนไม่ได้คำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับมุ่งไปที่การโกยกำไรจากตลาดหุ้นเป็นหลัก

ขณะที่ปัจจัยประการสุดท้ายก็คือ ปัญหาภายในประเทศของกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งที่ผ่านมามีการประท้วงเกิดขึ้นรุนแรงในหลายประเทศ โดย เจนนิเฟอร์ แบลงค์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ระบุว่า ความไม่สงบในสังคมถือเป็นปัจจัยเสี่ยงขนาดใหญ่ของกลุ่มประเทศอีเมอร์จิง มาร์เก็ตเหล่านี้ โดยมีตั้งแต่การประท้วงในบราซิล ประท้วงต้านเหมืองในแอฟริกาใต้ ประท้วงไม่พอใจรัฐบาลในสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย

ทั้งนี้ เมื่อประมวลจากสถานการณ์โดยรวมของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหมดในปี 2013 จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนหนึ่งจะเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ในปีหน้าที่กำลังจะมาถึงของตลาดกลุ่มนี้ มีแนวโน้มจะผจญงานหิน สุดโหดอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับมองในแง่ดีและให้กำลังใจว่า แม้จะเป็นงานที่ยากแต่ก็ถือเป็นโอกาสสุดท้าทายต่อตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่จะได้ลงมือปรับฐานและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

มาร์ค โมเบียส นักวิเคราะห์นักลงทุนประจำตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประธานบริหารสูงสุดของบริษัท เทมเพิลตัน อีเมอร์จิง มาร์เก็ต กรุ๊ป และแฟรงคลิน เทมเพิลตัน อินเวสต์เมนต์ ระบุว่า ปี 2014 จะเป็นปีที่สำคัญอย่างมากของหลายประเทศกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ ในการกำหนดทิศทางการเติบโตข้างหน้าของตนเองในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน ที่เริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วในปีที่ผ่านมา

นักลงทุนส่วนใหญ่คาดหวังไว้ว่า ภายใต้นโยบายการปฏิรูปของรัฐบาลกรุงปักกิ่ง ตลาดจีนจะเปิดเสรีและหันมาพึ่งพากำลังจากภาคเอกชนกับผู้บริโภคเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมากขึ้น โดยในระยะสั้น แนวทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจและบริษัทที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐมาโดยตลอด

ขณะเดียวกันนอกเหนือจากประเทศจีนแล้ว นักวิเคราะห์ รวมถึงโมเบียส เชื่อว่าตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่บางประเทศยังมีศักยภาพในการเติบโตอยู่ ตัวอย่างเช่น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งมีจำนวนประชากรกำลังบริโภคสูงอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านรัสเซียก็มีการปฏิรูปเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ขณะที่แอฟริกาใต้ก็มีอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน เพราะมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

โมเบียส สรุปว่า ในฐานะนักลงทุนที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนระยะสั้น มุมมองต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในปี 2014 จึงมีเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเพื่อปูพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้สามารถเติบได้อย่างแข็งแกร่งในภายภาคหน้า

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับรายงานจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เมื่อเดือน พ.ย. ที่สรุปว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่สามารถเติบโตได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ที่ต้องจับตาดูก็คือ การจัดการกับปัจจัยเสี่ยงอย่างการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ มาตรการรับมือทุนไหลเข้าออก การจัดหานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจัดการกับปัญหาความไม่สงบภายใน

ดังนั้น ปีหน้าฟ้าใหม่จึงน่าจะเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ท้าทายศักยภาพของตลาดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่รัฐบาลทุกประเทศต้องตัดสินใจลงมือวางแผนปูทางนโยบายเพื่อปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้ทันทัดเทียมกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่กำลังค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาถดถอยในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว