
ปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปจังหวัดให้จัดการตนเอง
ผมเข้าใจว่าปัญหาทางการเมืองที่นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจเพื่อการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง แต่กลับไปให้ความสำคัญกับปัญหาทางการเมืองที่กลุ่มพลังทางสังคมมองว่า รัฐบาลมีธงคำตอบที่จะทำอยู่แล้ว เป็นต้นว่า “ปัญหาการปรองดอง” แม้ทุกกลุ่มในสังคมมองว่าควรทำ แต่ก็กลับไปทำในสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของคนในสังคม เช่น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับการเร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ในแง่ที่มาของ สว.
ผมเข้าใจว่าปัญหาทางการเมืองที่นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจเพื่อการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจัง แต่กลับไปให้ความสำคัญกับปัญหาทางการเมืองที่กลุ่มพลังทางสังคมมองว่า รัฐบาลมีธงคำตอบที่จะทำอยู่แล้ว เป็นต้นว่า “ปัญหาการปรองดอง” แม้ทุกกลุ่มในสังคมมองว่าควรทำ แต่ก็กลับไปทำในสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของคนในสังคม เช่น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับการเร่งรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ในแง่ที่มาของ สว.
ทั้งๆ ที่ปัญหาประเทศและปัญหาทางการเมืองมีมากกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับล้างผิด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ที่มาของ สว. แต่ปัญหาที่จะต้องแก้ไขมีหลายประการที่จะต้อง “ปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปประเทศ” เช่น การปฏิรูปความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างทางสังคม การปฏิรูปปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อความโปร่งใส ปฏิรูปการลดอำนาจภาครัฐ ส่วนราชการ และเพิ่มอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น
ผมเข้าใจว่า ปฐมเหตุของปัญหาทางการเมืองอันนำมาสู่ความขัดแย้งทางสังคม นั่นก็คือ บทเรียนการนำเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย (ล้างผิด) และการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ในประเด็นที่มาของ สว. ที่ทำให้รัฐบาลเข้าไปก้าวก่าย สว.ได้มากขึ้น
นอกจากนี้แล้วปัญหาระบบการเมืองแบบตัวแทน กลับกลายเป็นปัญหาความเสื่อมศรัทธาทางสังคม และถูกกระแสสังคมเริ่มต่อต้าน โดยเฉพาะการไม่เห็นความรับผิดชอบทางการเมืองของ สส.ฝ่ายรัฐบาลทั้งในกรณี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย และกรณีการแก้ไขที่มาของ สว.ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นปัญหาภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขปัญหาที่มาของ สว.ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ
สิ่งที่ต้องปฏิรูปในระบบการเมืองก็คือการตระหนักเรื่องหลักประชาธิปไตยของการอ้างเสียงข้างมากโดยไม่ฟังเสียงข้างน้อยซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากลับมีปัญหาทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะข้อถกเถียงว่าเสียงข้างมาก คือ หลักประชาธิปไตยใช่หรือไม่
ดังนั้น ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทย จึงจำเป็นต้องรู้ปฐมเหตุที่มาของปัญหา และจิตสำนึกที่จะแก้ปัญหาทั้งปัญหาทางการเมืองและระบบการเมืองของสังคมไทย
กล่าวสำหรับการปฏิรูปการเมืองในสังคมไทยต้องปฏิรูปนักการเมือง และต้องปฏิรูปพฤติกรรมของนักการเมือง ทั้งในแง่ของการเป็นอิสระว่าจะทำกันอย่างไรโดยไม่ถูกควบคุมกำกับโดยผู้มีอิทธิพลทางการเมืองและกลุ่มทุน การปฏิรูประบบการเลือกตั้งที่จะต้องอุดช่องโหว่ในเรื่องธุรกิจการเมือง การลงทุนทางการเมืองเพื่อถอนทุน การซื้อสิทธิขายเสียง และการจะทำอย่างไรให้ระบบพรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชนและพลเมืองมากกว่าเป็นพรรคของนายทุนและกลุ่มบุคคล นอกจากนี้การถ่วงดุลอำนาจในระบบการเมืองทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการต่างก็มีอิสระไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง
ผมเข้าใจว่า การปฏิรูปประเทศไทยที่สำคัญ นอกจากการปฏิรูปการเมืองแล้ว นั่นก็คือ “การปฏิรูปประเทศไทยให้จังหวัด ชุมชน ท้องถิ่น จัดการตนเอง” โดยมีการวิเคราะห์จากหลายภาคส่วนว่าปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ และความยากจน เป็นต้น
ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการรวมศูนย์อำนาจของรัฐบาลและส่วนราชการมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งในความหมายการรวมอำนาจ นั่นก็คือ การให้รัฐบาลและส่วนราชการมีภารกิจอำนาจที่มากเกินไป ระบบการเก็บภาษีและวิธีการงบประมาณรวมศูนย์โดยใช้ฐานกระทรวง ทบวง กรม เป็นตัวตั้งงบประมาณ ซึ่งเป็นที่มาของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายและการหาช่องทางการเบียดบังงบประมาณของฝ่ายบริหาร
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปให้จังหวัดจัดการตนเอง นั่นก็คือ การกล้าที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้ทุกจังหวัดเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและการเปลี่ยนแปลงฐานงบประมาณ โดยให้จังหวัดเป็นฐานของการตั้งงบประมาณมากกว่ากระทรวง ทบวง กรม ตั้งงบประมาณ ซึ่งจะทำให้ฐานนโยบายในการพัฒนาประเทศมาจากฐานของจังหวัด ชุมชน ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ที่จะต้องวิเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์ของจังหวัดอย่างเอาจริงเอาจัง
ส่วนระบบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ ให้แต่ละจังหวัดมีศักยภาพในการเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมทั้งหมด และภาษีเกิดที่ไหนต้องเก็บใช้เป็นงบประมาณของที่นั่น และส่งกลับให้ส่วนกลางในสัดส่วน ร้อยละ 30 หรือร้อยละ 50 ก็แล้วแต่พิจารณา ซึ่งวิธีการแบบนี้จะทำให้ทุกจังหวัดต้องมีการแข่งขันกันที่จะพัฒนาจังหวัดของตนเอง จะเป็นการลดทอนอำนาจของฝ่ายการเมืองไปในที่สุด
ผมเข้าใจว่าการปฏิรูปประเทศไทยให้จังหวัดจัดการตนเองนั้น จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นหวงแหนและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของจังหวัดของตนเอง และจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์การดำเนินการพัฒนาจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะการกำกับ ตรวจสอบ ทั้งในแง่การใช้งบประมาณของผู้บริหารจังหวัด ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ส่วนชุมชนท้องถิ่นจะสามารถจัดการตนเองได้
เพราะงบประมาณจังหวัดจะเป็นตัวชี้ขาดการพัฒนาศักยภาพของชุมชนและองค์กรท้องถิ่นที่จะมีการจัดสรรงบประมาณหรือกองทุนของตนเองที่จะสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้เป็นแนวทางของประชายั่งยืนได้มากขึ้น







