ฝ่าวิกฤตการเมือง อย่ายึดติดกับวันเลือกตั้ง
“23 ธ.ค.จะได้สมัครเลือกตั้งหรือไม่” “จะมีวันที่ 2 ก.พ. เพื่อให้คนไปเลือกตั้งหรือเปล่า”
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย / นิติพันธุ์ สุขอรุณ
“23 ธ.ค.จะได้สมัครเลือกตั้งหรือไม่” “จะมีวันที่ 2 ก.พ. เพื่อให้คนไปเลือกตั้งหรือเปล่า”
ประโยคคำถามสั้นๆ สองประโยคนี้ผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบริบทการเมืองในเวลานี้ หลังจากเกิดสภาพความขัดแย้งแบบสุดโต่งทั้งสองขั้วระหว่างคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ต้องการให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปเพื่อเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปการเมืองก่อน กับรัฐบาลที่บอกว่าการเลือกตั้งต้องมีขึ้นตามกฎหมาย
เมื่อความขัดแย้งกำลังเข้าสู่ภาวะตึงเครียด ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะคนกลางที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้งพลอยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากไปด้วย เพราะจะต้องเป็นด่านแรกที่จะต้องเจอกับแรงปะทะจากฝ่ายรัฐบาลและ กปปส.
“ประวิช รัตนเพียร” ซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่ง 1 ใน 5 เสื้อ กกต.มาสดๆ ร้อนๆ ให้สัมภาษณ์กับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงแรงกดดันที่ต้องเตรียมรับมือเอาไว้ว่า ตอนแรกคิดว่างานใหญ่งานแรกของ กกต.ชุดใหม่ คือการจัดการเลือกตั้ง สว.ทั่วประเทศในช่วงเดือน มี.ค. 2557 กว่าจะถึงวันนั้น กกต.ชุดใหม่จะมีเวลาสัก 3 เดือนก่อนเจองานใหญ่ แต่ปรากฏว่าพอยังไม่ทันเข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการก็เกิดการยุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาเสียก่อน ทำให้ต้องมาทำงานใหญ่อย่างการจัดเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศทันที แต่ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาเพราะ กกต.ยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ มีไม่บ่อยครั้งนักที่ กกต. ทั้ง 5 คน ไม่ว่าจะเป็นชุดไหนจะต้องออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเหมือนกับ กกต.ชุดนี้ ที่ระบุ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่าการเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศความขัดแย้งจะนำมาสู่ความวุ่นวาย
ในมุมนี้ได้รับคำอธิบายจากกรรมการ กกต.ผู้นี้ว่า “จริงๆ ก็ไม่ได้บอกว่าให้เลื่อนหรือไม่เลื่อนการเลือกตั้ง แต่เราเห็นว่าการเลือกตั้งทั่วไปถือเป็นการเลือกตั้งระดับประเทศและเป็นวาระแห่งชาติของประเทศ ที่ให้ประชาชนแสดงเจตจำนงพร้อมกันหมดทั้งประเทศ การเกิดสภาพความขัดแย้งที่เป็นอยู่เมื่อ กกต.เห็นอย่างนี้เราจะไม่สะท้อนกลับไปยังสังคมบ้างเลยหรือ แต่ไม่ได้หมายความว่า กกต.ต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป”
“วันที่ 23 ธ.ค.เป็นวันที่จะมีการรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อครั้งแรก แต่ว่าเรายังเห็นสภาพความแตกต่างทางความคิดที่สุดขั้ว อันหนึ่งบอกว่าการเลือกตั้งก็ต้องดำเนินต่อไป มิเช่นนั้นกติกาบ้านเมืองจะอยู่อย่างไร อีกฝั่งหนึ่งบอกชัดเจนอีกว่าไม่ได้หรอก ปล่อยให้เลือกตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะต้องปฏิรูปก่อน ให้เวลาเท่าไหร่ก็ว่าไป
...สภาพอย่างนี้มีความแยกกันอยู่ชัดเจน ดังนั้น กกต.ในฐานะคนที่ต้องเตรียมการเลือกตั้ง จึงต้องการสะท้อนออกมาว่าเราเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะปกติการเลือกตั้งทั่วไปถือเป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้วที่ต้องจัดการให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ได้คนที่จะมาเป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ แต่เมื่อมาเจอสภาพแบบนี้โอกาสที่การเลือกตั้งจะราบรื่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ”
ประวิช ย้ำในข้อเสนอของ กกต.ที่นำไปสู่ทางออกว่า อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีการคุยกัน แต่ กกต.ไม่บังอาจใดๆ ทั้งสิ้นที่จะขอให้เลื่อนการเลือกตั้ง มันเป็นหน้าที่ที่ กกต.ต้องทำ คำว่าคุยกันไม่ได้หมายความว่าต้องเลื่อนการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
“อย่าเอาตัวเลข 2 ก.พ.เป็นที่ตั้ง เพราะจะทำให้อีกฝ่ายที่บอกว่าควรเลื่อนเลือกตั้งไม่ยอมคุยกับอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าเอาเลข 2 ก.พ.มาขีดวงตัวเราเองไว้และเราจะไม่คุยกัน อย่าให้เป็นอย่างนั้น คุยกันเถอะครับ การคุยกันเท่านั้นถึงจะสามารถทำความเข้าใจได้ว่าเราจะไปอย่างไร เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยได้”
แสดงว่าถ้าเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในบรรยากาศลักษณะนี้ กกต.มองว่าอาจจะมีความสุ่มเสี่ยงบางอย่างเกิดขึ้น? ประวิช ตอบว่า มันคาดเดาไม่ได้เลย มันเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น เราประเมินสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ ซึ่ง กกต.ได้เตรียมเอาไว้แล้ว เช่น วันเลือกตั้งจะมีผู้สมัครเข้ามาหรือไม่ อย่างที่บางพรรคการเมืองบอกว่าจะไม่สมัคร ซึ่งถ้าเกิดไม่มาสมัครจะทำอย่างไร ไปจนถึงความปลอดภัยของสถานที่ในการเลือกตั้ง
“...ถ้าไม่มีคนมาสมัครเลย เราจะไม่มีสิทธิไปเลื่อนการเลือกตั้ง เพราะไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. แต่จะรายงานกลับไปยังรัฐบาลว่าเราได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอนอย่างไรบ้าง ประกาศรับสมัครไปแล้ว สถานที่รับสมัครพร้อมแต่ไม่มีคนมาสมัคร ทำให้ กกต.ต้องหารือไปยังรัฐบาล อำนาจหน้าที่ในการเลื่อนเลือกตั้งไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. ยกเว้นเกิดกรณีภัยพิบัติก็ยังอยู่ในอำนาจในการแก้ไขของ กกต.
เมื่อเราพูดถึงการเลือกตั้งหมายความว่ากำลังพูดถึง 9.7 หมื่นหน่วยเลือกตั้ง เฉพาะกรรมการประจำหน่วยประมาณ 1 ล้านคน ไม่นับรวมอื่นๆ ที่พรรคการเมืองส่งตัวแทนเข้ามาสังเกตการเลือกตั้ง และยังมีกระบวนการล่วงหน้าทั้งในและนอกราชอาณาจักร กระบวนการเหล่านี้จะมีผลกระทบเชื่อมโยงถึงทั้งหมด”
ในสภาพที่เป็นเช่นนี้แม้ว่าจะเกิดความขัดแย้ง แต่ “ประวิช” ก็ยังยืนว่า กกต.จะต้องปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป
“อย่างเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ภายหลัง กกต.แถลงจุดยืนกรรมการทั้ง 5 คนเรียบร้อยก็ได้ไปประชุมกับประธาน กกต.จังหวัดทั่วประเทศตามขั้นตอนของกฎหมาย มันหยุดไม่ได้หรอกครับ กฎหมายกำหนดอย่างนี้ กกต.มีหน้าที่อย่างนี้ กกต.ก็ต้องทำหน้าที่ แต่ในการทำหน้าที่เรามานั่งกันอยู่เป็นคนกลางที่ต้องทำหน้าที่เราจะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ ต้องยึดมั่นความเป็นกลาง แต่ควรมีมุมเล็กๆ ที่เราจะสะท้อนให้ประชาชนเห็นและให้ฝ่ายการเมืองได้เห็น”
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างทางก่อนถึงวันที่ 23 ธ.ค. หรือวันที่ 2 ก.พ. 2557 ใช่ว่า กกต.จะละเลยเพื่อมุ่งเน้นแต่จัดการเลือกตั้งให้เสร็จเรียบร้อยเพียงอย่างเดียว แต่ กกต.ได้เตรียมเครื่องมือที่เรียกว่า “การเลือกตั้งสมานฉันท์” มาใช้กับการเลือกตั้งในรอบนี้ เพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้มีความตึงเครียดลดลงด้วย
โดยประวิชขยายความถึงกลไกดังกล่าวว่า กระบวนการเลือกตั้งสมานฉันท์หมายถึง การที่ กกต.จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ ที่ลงแข่งขันในทุกระดับมาคุยเพื่อลดความขัดแย้งในทางสังคม มีจุดมุ่งหมายที่ไม่ต้องการให้เกิดการคิดว่าตัวเองจะแพ้ไม่ได้ เพราะการแข่งขันการทำความดีเพื่อให้ประชาชน สุดท้ายประชาชนก็ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและใช้เสียงข้างมาก ดังนั้น ในที่สุดกระบวนการเลือกตั้งถ้าเรายังถือว่าเป็นกระบวนการสำคัญในการได้มาซึ่ง ตัวแทนของพี่น้องประชาชนก็ต้องเดินหน้าไปตามนี้
“กกต.ยินดีจัดเวทีให้พูดคุยกัน เพราะระยะหลังเห็น ว่าถ้าเวทีไหนกลุ่มไหนจัดกลุ่มนั้นจะไม่ไปร่วม กกต.มีกระบวนการเลือกตั้งสมานฉันท์ ยอมรับนะครับว่าเป็นเรื่องที่คุยกันยาก แต่เราจะไม่คุยกันเหรอ ทางออกที่มันเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น การเสนอให้ทำสัตยาบัน ก็ล้วนเกิดจากการพูดคุยของคนที่มีส่วนร่วมแทบทั้งสิ้นที่อยากเห็นว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การเลือกตั้งเรียบร้อย และตกลงกันแค่ไหนได้ คำตอบก็จะตามมา”
“อยากเห็นกระบวนการพูดคุยกันมากที่สุด ไม่อยากให้เกิดในลักษณะที่ว่าฉันคิดอย่างนี้ถูกและลงไปเลือกตั้งจะเกิดอะไรก็ต้องเกิด คิดแบบนี้มันง่ายไป ถามว่าทุกคนเห็นปัญหาหรือไม่ ตอบได้ว่าทุกคนก็เห็นปัญหา เมื่อเห็นแล้ว ก็น่าจะมานั่งคุยกัน”
กรรมการ กกต.ท่านนี้ได้สรุปในเชิงเปรียบเปรยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ขนาดสงครามโลกสุดท้ายต้องหาวิธีพูดคุยกัน ยังไงก็ต้องคุยกัน คนอยู่ด้วยไม่มีทางทำอย่างอื่นนอกจากต้องคุยกัน เวลานี้ผมเห็นว่าทุกคนก็พยายามช่วยกันอยู่แต่มันยังไม่คลิกเท่านั้น โดย กกต.พร้อมจะเป็นตัวกลาง แต่ถ้าเขาไม่เข้ามาคุยก็ไม่มีประโยชน์”







