posttoday
หาทางลง

หาทางลง

05 พฤษภาคม 2553

...เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

การต่อสู้ทางการเมืองที่นำความสูญเสียทั้งทางร่างกายและทรัพย์สิน รวมไปถึงระบบเศรษฐกิจ อาจจะมีทางออก เพราะนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอแนวทางการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. การเรียกร้องของคนเสื้อแดงที่ต้องการให้รัฐบาลยุบสภา มีมาตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. แต่รัฐบาลมาประกาศอย่างชัดเจนเมื่อคืนวันที่ 3 พ.ค. จะให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย.

หมายความว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 15 ก.ย. ถ้าใช้เวลาเตรียมการเลือกตั้ง 60 วัน หรือยุบสภาในวันที่ 1 ต.ค. ถ้าใช้เวลาเตรียมการเลือกตั้งเพียง 45 วัน นายกฯ อภิสิทธิ์ กำหนดวันเลือกตั้งโดยมีเหตุผลที่ต้องการให้กฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2544 ได้ผ่านสภาเสียก่อน เพื่อประเทศจะได้มีเงินในการบริหารประเทศต่อไป

งบประมาณปี 2544 ตั้งไว้ 2.07 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่ตั้งไว้เพียง 1.70 ล้านล้านบาท อยู่พอสมควร อันจะมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป ในยามที่การค้าของประเทศไทยกำลังเติบโต

นอกจากนั้น ยังเป็นช่วงที่จะทำการโยกย้ายข้าราชการตามปีงบประมาณได้ตามระยะเวลาด้วย กำหนดระยะเวลาที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจนถึงเดือน ก.ย.ปีนี้ จึงเป็นเหตุผลในการพิจารณาที่จะยุบสภา

การเสนอเงื่อนไขดังกล่าว ทางแกนนำของคนเสื้อแดงก็คงจะรับไปพิจารณา ซึ่งถ้ายอมรับกันได้ การชุมนุมเรียกร้องก็คงจะได้ยุติ แต่ถ้ายังไม่ยอมรับ ฝ่ายผู้ชุมนุมก็จะต้องหาเหตุผลมาอธิบายต่อสังคมให้ได้

รัฐบาลเสนอเงื่อนไขอย่างนี้ ฝ่ายคนเสื้อแดงอาจมองได้ว่า รัฐบาลซื้อเวลา เพื่อรอจัดสรรงบประมาณและจัดโผแต่งตั้งให้เรียบร้อยก่อน แต่ก็อาจจะมีน้ำหนักน้อย เพราะหลายฝ่ายเองก็อยากให้ปัญหาการชุมนุมสิ้นสุดลง

นอกจากนั้น รัฐบาลเองก็สามารถอธิบายได้ว่า จำเป็นต้องตั้งงบประมาณเอาไว้และคนที่จะมาเป็นรัฐบาลใหม่ก็เป็นคนบริหาร รวมทั้งรัฐบาลใหม่ก็สามารถโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการได้ในภายหลังหากเห็นว่าเหมาะสม

รัฐบาลเริ่มหาทางลงแล้ว เหลือแต่ฝ่ายผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่จะรับไปพิจารณาว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งคงต้องมองถึงความบรรลุผลของการเรียกร้องว่าได้ไปพอควรหรือไม่ และจะเรียกร้องตามกระบวนการยุติธรรมให้กับผู้สูญเสียได้อย่างไร

อีกทั้งจะหาทางลงให้กับแกนนำผู้ชุมนุมเองเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่รัฐบาลตั้งข้อหาไว้ให้ได้อย่างไร เพราะถ้าหาทางลงไม่ได้ การจะยอมรับเงื่อนไขที่รัฐบาลเสนอนั้น ก็คงต้องพิจารณากันต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแสดงความจริงใจของรัฐบาลด้วยการยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการยกเลิกข้อกล่าวหาแบบเหมารวมที่ดูจะเกินเลย เช่น การก่อการร้าย การล้มล้างสถาบัน เป็นต้น

แต่การปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับคนที่เข้าข่ายกระทำความผิด ก็ควรที่จะต้องดำเนินการไปตามระบบความยุติธรรมอย่างไม่เลือกปฏิบัติทั้งฝ่ายของรัฐบาลเอง และฝ่ายแกนนำผู้ชุมนุมทุกค่ายทุกสี

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญความเป็นผู้บริหารของประเทศ รัฐบาลจะต้องกล้าออกมาแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองทางใดทางหนึ่ง เกี่ยวกับการแก้ไขสถานการณ์การชุมนุมจนมีการบาดเจ็บล้มตาย หลายฝ่ายถูกกดดัน ข่มขู่ คุกคาม

นอกจากนั้น ฝ่ายผู้ชุมนุมที่สนับสนุนรัฐบาลให้อยู่ต่อจนครบวาระ จะต้องเลิกการชุมนุมด้วย มิเช่นนั้นแล้วความปรองดองที่รัฐบาลอยากให้เกิดขึ้น ก็คงเป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเองที่หาทางลงไว้ด้วยการกำหนดวันเลือกตั้งไว้เป็นวันที่ 14 พ.ย. 2553 นั้น ก็อาจจะมีความเสี่ยงอยู่ด้วย เพราะแกนนำของรัฐบาล คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กำลังจะถูกศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องการยุบพรรค

ภายในเดือน พ.ค. คงมีความชัดเจนในแนวทางการต่อสู้คดียุบพรรคที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติว่า ปชป. ใช้เงินบริจาคพรรคการเมืองไปอย่างผิดวัตถุประสงค์ จึงมีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคต่อไป

ความเสี่ยงที่อาจโดนยุบพรรคนั้น อาจจะทำให้รัฐบาลมีอายุอยู่ไม่ถึงเดือน ก.ย. อย่างที่ต้องการก็ได้ เพราะถ้าศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณา 23 เดือนแล้ววินิจฉัยได้ ปชป. อาจถูกยุบประมาณกลางเดือน ก.ค. ถึงกลางเดือน ส.ค. ซึ่งจะเร็วกว่าที่รัฐบาลตั้งเป็นเอาไว้ในเดือน ก.ย. และจะมีผลกระทบตามมาพอสมควร

เนื่องจากการพิจารณากฎหมายงบประมาณปี 2554 ถ้าเสร็จไม่ทันปัญหาก็จะตามมา เนื่องจากจำนวนคะแนนเสียงของรัฐบาลอาจจะไม่เพียงพอ เพราะอาจมี สส. ของ ปชป. หลายคนที่จะโดนตัดสิทธิ

ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการจะโดนยุบพรรคหรือไม่ จึงมิอาจมองข้ามไปได้ แต่หาก ปชป. ไม่โดนยุบ แนวทางที่รัฐบาลตั้งไว้ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร

ที่เหลือหลังจากการยุบสภาก็คือ การลงแข่งขันเลือกตั้งกันใหม่ ซึ่งพรรคใดได้คะแนนเสียงข้างมาก ก็จะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป ส่วนพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับนโยบายที่นำไปหาเสียง ถ้าพรรคเพื่อไทยใช้นโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยจะนำฉบับ 2540 มาใช้ ก็จะต้องได้เสียงข้างมาก ถ้าพรรครัฐบาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ดีอยู่แล้ว และอาจจะแก้ไขบางมาตรา ก็ต้องได้เสียงข้างมาก

เมื่อถึงเวลานั้นต่างฝ่ายควรต้องยอมรับกติกาและผลการเลือกตั้ง และต้องไม่นำมวลชนออกมากดดันกันอีกอย่างเช่นที่เคยเป็นตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมา และทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามกฎกติกาที่กำหนดโดยเสียงข้างมากต่อไป

การบริหารประเทศไทยในอนาคตก็คงจะเป็นไปด้วยความสมัครสมานสามัคคีกัน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ก็จะลดความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นให้ลดน้อยลงไป

ถ้าทุกฝ่ายหันหน้ามาปรองดองกันได้ มีความรักความสามัคคี ประเทศไทยก็จะกลับมามีรอยยิ้มกันอีกครั้งหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติและสถาบันหลัก ความสวัสดีมีชัยจะเกิดขึ้นแก่คนไทยทั่วหน้ากัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ