posttoday
ปัจจัยนอก-ในฉุดเงินบาทอ่อนนาน

ปัจจัยนอก-ในฉุดเงินบาทอ่อนนาน

20 ธันวาคม 2556

สถานการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทของไทยในขณะนี้ถือว่าน่าห่วง เพราะมีโอกาสที่ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมากและอ่อนค่าลงนานกว่าค่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

สถานการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทของไทยในขณะนี้ถือว่าน่าห่วง เพราะมีโอกาสที่ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมากและอ่อนค่าลงนานกว่าค่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค

เนื่องจากค่าเงินบาทไทยมีปัจจัยกดดันในต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของสหรัฐ ที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลออก แถมปัจจัยในประเทศยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ทำให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ มีการชุมนุมทางการเมือง ที่กดดันการบริหารงานของรัฐบาล กลายมาเป็นปัจจัยเสริมที่บั่นทอนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย กระทั่งมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทอีกด้วย

ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของสกุลเงินทั่วโลกต่างเคลื่อนไหวตามปัจจัยและทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เงินสกุลหลักไม่ว่าปอนด์ ยูโร เยน ค่าเงินสกุลต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งค่าเงินบาทต่างเคลื่อนไหวในทิศทางที่ตรงข้ามกับเงินเหรียญสหรัฐ เพราะการเคลื่อนย้ายของเงินทุน

หากช่วงไหนที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาในทางลบหรือไม่ชัดเจน ความเชื่อมั่นในการถือเงินเหรียญสหรัฐก็จะลดลง เงินทุนในสหรัฐก็จะไหลออกไปลงทุนหาผลตอบแทนจากแหล่งอื่นนอกสหรัฐ โดยปริมาณเงินเหรียญสหรัฐที่มีจำนวนมากในตลาดบวกกับเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐถูกลงหรืออ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ แต่หากช่วงไหนมีข่าวเศรษฐกิจสหรัฐออกมาในเชิงบวกเงินทุนก็จะไหลไปสหรัฐ ค่าเงินสกุลอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินเหรียญสหรัฐก็จะอ่อนค่าลง

เห็นได้จากในช่วงที่สหรัฐยังไม่มีการประกาศลดมาตรการคิวอี เพียงแค่มีกระแสข่าวว่าจะปรับลดคิวอีในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากไทยเฉลี่ยเดือนละ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ กดให้เงินบาทปรับอ่อนค่าลง 32.20-32.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ยังถือว่าค่าเงินบาทในช่วงนั้นอ่อนค่าไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 4.7% สัดส่วนเงินลงทุนในตลาดพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติลดลง จากเดิมที่มีประมาณ 11.5% ลดลงเหลือ 10.6% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมด

ความผันผวนค่าเงินบาทเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ต.ค.-พ.ย. เพราะทันทีที่มีข่าวว่าสหรัฐจะลดคิวอี เงินทุนก็ทยอยไหลออกบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็มีเงินทุนไหลจำนวนหนึ่งไหลเข้ามาไทย เพราะลึกๆ นักลงทุนยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ ทำให้ช่วงนั้นค่าเงินบาทไม่อ่อนค่ามากนัก ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 32.15 บาท/เหรียญสหรัฐ

แต่รอบนี้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มปรับดีขึ้น อัตราการว่างงานปรับลดลงเหลือ 7% ใกล้เป้าหมายที่เฟดระบุจะลดให้เหลือ 6.5% หนุนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 17-18 ธ.ค.ที่ผ่านมา เฟดประกาศปรับลดคิวอีลง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน เริ่มมีผลตั้งแต่เดือน ม.ค. 2557 เป็นต้นไป จาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน เหลือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน

ผลกระทบเบื้องต้นจากการลดคิวอีทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทันที บวกกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 50 วัน และยังมีความไม่ชัดเจนว่าจะจบลงอย่างไร ส่งผลให้ช่วงเช้าวันที่ 19 ธ.ค.ที่เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.24 บาท/เหรียญสหรัฐ กระโดดพรวดมาอ่อนค่าอยู่ที่ระดับ 32.40 และปิดตลาดที่ระดับ 32.44-32.46 บาท/เหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้อีก

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การปรับตัวอ่อนค่าลงของเงินบาทในช่วงนี้ ปัจจัยหลักๆ ยังมาจากการปรับลดมาตรการคิวอีของสหรัฐเป็นสำคัญ แต่รอบนี้ไทยมีปัจจัยเสริมจากการเมืองมาทำให้ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงได้มากขึ้น

“การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทถึงไม่มีการเมืองก็น่าจะอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าลง แต่พอมีการเมืองมาเสริมค่าเงินบาทไทยมีโอกาสที่จะอ่อนค่าลงมากกว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค และอาจจะอ่อนค่านานกว่าจะฟื้นตัวได้เมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ เพราะหลังจากเฟดประกาศลดคิวอี 1 หมื่น ในวันที่ 19 ธ.ค. ค่าเงินบาทไทยก็อ่อนค่าลงมากที่สุดในภูมิภาค” กาญจนา ระบุ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเงินบาทจะปรับอ่อนค่าลงต่อเนื่องและเคลื่อนไหวผันผวน แต่ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังยืนยันว่า ตลาดการเงินและค่าเงินบาทไทยเคลื่อนไหวไม่ผิดปกติ เพราะแม้เงินทุนจะไหลออกไปบ้าง แต่ไม่มาก และสถานการณ์การลดคิวอีรอบนี้น่าจะรับมือได้ ตลาดไม่ตื่นตระหนกจนผิดปกติ โดยในการรับมือ ธปท.มีเครื่องมือเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน

ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่สูงระดับ 1.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับการถือลงทุนในตลาดพันธบัตรของต่างชาติที่ประมาณ 78 แสนล้านบาท หรือประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทุนสำรองที่มีเวลานี้น่าจะรับมือได้ บวกกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นเชื่อว่าจะรับมือไหว

แต่สิ่งที่น่าห่วงในรอบนี้ คือ แนวโน้มของค่าเงินบาทที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เพราะแม้ว่า ธปท.จะการันตีว่ารับมือได้ แต่ก็ไม่เคยปริปากประเมินผลกระทบจากปัจจัยคิวอีที่มาพร้อมๆ กับปัจจัยการชุมนุมทางการเมืองว่าจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและผู้บริโภค รวมถึงภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไปอย่างไร

ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องชั่งน้ำหนักการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำกว่าระดับปัจจุบันที่อยู่ที่ 2.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวตามเป้าหมายที่ระดับ 45% จำเป็นหรือไม่ โดยเฉพาะในยามที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศทั้งการลงทุน การเบิกจ่ายเงินภาครัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต้องสะดุดหยุดลง เพราะรัฐบาลประกาศยุบสภาในช่วงที่การเมืองร้อนระอุ อีกทั้งมีการคาดการณ์ว่าหากการชุมนุมที่คาดว่าจะยืดเยื้อยาวนานข้ามปี จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นการบริโภคและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ทรุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทว่า ผลพวงที่จะตามมาจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับ 2.25% จะเป็นปัจจัยให้ผลตอบการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ในไทยลดลง ยิ่งมีสถานการณ์การเมืองทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองไทยว่าเป็นสวรรค์ของการลงทุนแล้ว ก็คงจะได้เห็นค่าเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง ขณะที่เงินทุนไหลก็ไม่กล้าเข้ามา ตรงนี้ยิ่งจะซ้ำเติมให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า การอ่อนค่าของเงินบาทรอบนี้จะอ่อนลงลึกและอ่อนค่าไปนานแค่ไหน และนั่นก็ต้องพิจารณากันต่อไปว่าการอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลดีต่อภาคส่งออกไทยได้หรือไม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกปีหน้าที่มีการประเมินว่าจะฟื้นตัวอย่างแข็งแรง เหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันให้รอบด้าน

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว