
เอเชียเตรียมใจอำลาคิวอีผจญงานหิน ปฏิรูปศก.
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะส่งเซอร์ไพรส์ใหญ่ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ชนิดเหนือความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก แต่การตัดสินใจประกาศชะลอมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) หลังการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ระหว่างวันที่ 17-18 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็ช่วยให้หายข้องใจกันไปเปลาะหนึ่งแล้วว่าเฟดจะลดคิวอีเมื่อใด หรือเท่าใด
เหตุเพราะ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟด ที่กำลังจะลงจากตำแหน่งในเดือน ม.ค. 2014 ได้ประกาศอย่างชัดเจนที่จะลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรายเดือนจากเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะลดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน กับลดการซื้อคืนตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง (เอ็มบีเอส) จากเดือนละ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกันเพื่อบรรเทาอาการตื่นตระหนกของนักลงทุนในตลาด การแถลงข่าวครั้งสุดท้ายของเบอร์แนนคีในฐานะผู้ว่าการเฟด ยังแสดงจุดยืนชัดเจนแน่วแน่ที่จะคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำติดศูนย์ต่อไปอีกสักระยะจนกว่าเศรษฐกิจจะมีสัญญาณฟื้นตัวเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่จะต้องให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ 2% ภายใน 2 ปี และอัตราการว่างงานที่ต้องต่ำกว่า 6.5% จากระดับปัจจุบันที่ 7%
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการประกาศชะลอมาตรการคิวอีของเฟดครั้งนี้ไม่กระทบต่อกิจกรรมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกมากนัก เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. ที่เฟดเอ่ยปากเกริ่นนำถึงความเป็นไปได้ที่จะชะลอคิวอี จนตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงกันระนาว
โดยเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวทั่วหน้า เริ่มที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวพุ่งขึ้นเฉลี่ยเกือบ 300 จุด หรือ 1.8% มาอยู่ที่ 16,167.97 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 พุ่งถึง 29.65 จุด หรือ 1.7% มาอยู่ที่ 1,810.65 จุด และดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต เพิ่ม 46.38 จุด หรือ 1.2% มาอยู่ที่ 4,070.06 จุด ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 13 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรปเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอในตลาดหุ้น 45 ประเทศของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% และดัชนีเอฟทีเอสอี ยูโรเฟิร์สท์ 300 ของตลาดหุ้นทั่วยุโรป เปิดตลาดช่วงเช้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2% มาอยู่ที่ 1,274.36 จุด
อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนว่าการกำหนดเวลาชะลอการใช้มาตรการคิวอีครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อตลาดและความรู้สึกของนักลงทุนมากอย่างที่วิตกกันไว้ ยืนยันได้จากปฏิกิริยาตอบสนองของตลาดหุ้น แต่กระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเฟดจะไม่ส่งผลกระทบกระเทือนใดๆ ต่อตลาดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย”
นาธาน เลอวีย์ ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์สายเศรษฐกิจจากเว็บไซต์บีเอ็นอเมริกาส์ดอทคอม อธิบายว่า เนื่องจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดน่าจะชะลอการใช้คิวอีเดือน มี.ค. 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเลขการว่างงานและเงินเฟ้อมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน
ดังนั้น การที่เฟดประกาศชะลอคิวอีตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีหน้า จึงค่อนข้างเหนือความคาดหมาย และอาจเป็นเหตุให้เกิดสภาวะผันผวนในตลาดพันธบัตร ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดหุ้น และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ไม่ยาก
สาเหตุสืบเนื่องมาจากการชะลอใช้มาตรการคิวอีด้วยการลดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลนี้ จะส่งผลให้ปริมาณเงินมหาศาลจากสหรัฐที่ไหลเข้ามาเวียนทำกำไรอยู่ภายในตลาดภูมิภาคเอเชียลดน้อยลง สภาพคล่องที่เคยมีจะหายไป และบางประเทศในเอเชียอาจเผชิญความเสี่ยงต่อสภาวะช็อกจากการที่ทุนไหลออก เพราะประเทศเหล่านั้นยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายการเงินการคลังอย่างจริงจังหนักแน่นเพียงพอ
ความเห็นของเลอวีย์สอดคล้องกันความเห็นของ เบิร์ตแรนด์ บาเดร เจ้าหน้าที่ด้านการเงินจากเวิลด์แบงก์ กรุ๊ป ที่มีต่อภูมิต้านทานในปัจจุบันของตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งกล่าวต่อหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ว่า แม้เอเชียจะยังสามารถเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก แต่ในทางกลับกัน การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟดจะกลายเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ สำหรับบาเดร แรงกดดันข้างต้นจะเป็นความท้าทายของเอเชียตลอดปี 2014 แน่นอน เพราะการชะลอปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรจะมีผลทำให้ 1) อัตราดอกเบี้ยในเอเชียปรับตัวสูงขึ้น และ 2) กระแสทุนจะไหลกลับสู่ตลาดสหรัฐหรือตลาดประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดีกว่า
นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญแทบทุกสำนัก รวมถึงบาเดร ยอมรับว่านับตั้งแต่ที่เฟดเริ่มแสดงท่าทีจะชะลอการใช้มาตรการคิวอีเมื่อกลางปี 2013 เป็นต้นมา หลายประเทศในเอเชียค่อนข้างตื่นตัวและลงมือปฏิรูประบบเศรษฐกิจกันมากขึ้น
หลักฐานยืนยันเห็นได้จากการเดินหน้าลดนโยบายอุดหนุนพลังงานของรัฐบาลอินโดนีเซีย การปฏิรูปโครงสร้างและการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลมาเลเซีย การปรับเปลี่ยนแผนปฏิรูปเศรษฐกิจจีนที่หันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อผลักดันการเติบโตให้อยู่ในระดับ 77.5% และกรณีของอินเดีย คือ การตั้งเป้าปฏิรูประบบธนาคารในประเทศ ซึ่งรวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและการคลัง
เรียกได้ว่า ถ้ามองในภาพรวมแล้ว การส่งสัญญาณของเฟดในการชะลอคิวอีก่อนหน้านี้ ได้ผลดีในแง่ที่ช่วยให้ประเทศเอเชียตื่นตัวและเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจกันทั่วหน้า จนนักวิเคราะห์มองว่าการชะลอคิวอีของเฟดจะไม่ทำให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจร้ายแรง หรือปัญหาเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์
ทว่า แม้จะเริ่มตื่นตัวและหาทางตั้งรับกันมาแล้วส่วนหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์อีกหลายสำนักยังคงเห็นว่า การดำเนินการปฏิรูปของเอเชียยังเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า และมีบางประเทศที่ตระหนักดี แต่กลับไม่ได้ลงมือดำเนินการใดๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้น ต่อให้การชะลอคิวอีของเฟดจะไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงอย่างที่วิตกกันไว้ แต่เอเชียก็ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากต่อการที่จะผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจใดๆ ต่อไป
เจ้าหน้าที่ด้านการเงินจากเวิลด์แบงก์ กรุ๊ป อธิบายว่า ข้อดีของการมีคิวอี คือ ทำให้เอเชียมีสภาพคล่องสูงจนเกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ ดังนั้น การจะลงมือปรับปรุงพัฒนาใดๆ ในขณะที่กระเป๋าของผู้บริโภคยังมีเงินเต็ม จึงเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการลดนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานหรือราคาสินค้า การลดการพึ่งพาการส่งออกและหันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ หรือกระทั่งการปฏิรูประบบการเงินการธนาคาร
ทั้งนี้ เป็นที่น่าเสียดายว่า หลายประเทศในเอเชียได้พลาดโอกาสดีๆ ในการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศ เพราะในขณะที่สถานการณ์เอื้ออำนวยมีทุนไหลเข้า รัฐบาลบางประเทศในเอเชียกลับไม่เร่งมือปฏิรูปให้เสร็จ ดังนั้น รัฐบาลเอเชียบางประเทศมีแต่ต้องทำใจให้ได้ว่า การเดินหน้าปฏิรูปในช่วงที่ปริมาณเงินลดลงและต้นทุน (อัตราดอกเบี้ยกู้ยืม) สูงขึ้น จะกลายเป็นงานสุดหินของรัฐบาลหลายประเทศเอเชียที่ไม่ทำไม่ได้แน่นอน







