
เปิดยุคบูล 'M&A' ชีพจรเศรษฐกิจคืนชีพ
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
การควบรวมกิจการของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ จนกลายเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ได้มีนัยทางธุรกิจเพียงเท่านั้น แต่ยังมีนัยด้านเศรษฐกิจอีกด้วย
สำหรับนัยทางธุรกิจ การควบรวมและเข้าซื้อกิจการ หรือ M&A (Merger and Acquisition) มีแนวโน้มด้านลบมากกว่าด้านบวก ตัวอย่างเช่นกรณีของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ การควบรวมกิจการของทั้งคู่ก็เพื่อการเอาตัวรอดทางธุรกิจ หลังจากที่ผลประกอบการหล่นวูบเนื่องจากภาวะถดถอย ความหวาดกลัวผู้ก่อการร้าย การรุกคืบของสายการบินต้นทุนต่ำ บวกกับวิกฤตการยกเลิกเที่ยวบินทั่วโลก เนื่องจากการระเบิดของภูเขาไฟในไอซ์แลนด์
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สายการบินทั้งคู่ไม่อาจดำเนินธุรกิจโดยลำพังได้อีกต่อไป และอาจเป็นเหตุผลที่สามารถนำมาใช้กับธุรกิจอีกหลายกลุ่ม
แต่บังเอิญว่าผลพลอยได้ของการควบรวมกิจการครั้งนี้ มีผลออกมาในด้านบวกที่กลบสาระของการข่าวนี้จนแทบหมด นั่นคือการที่ทั้งคู่จะเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปโดยปริยาย
และผลพลอยได้อีกประการก็คือ สายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ มีจุดแข็งที่ไม่ทับซ้อนกัน นั่นคือทำให้ตลาดของสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นตลาดที่ครอบคลุมเกือบทุกทวีป และช่วยเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แต่โดยสรุปก็คือนัยทางธุรกิจของการควบรวมกิจการยังไม่ต่างจากเป้าหมายเดิมที่เคยเป็นมามากนัก นั่นคือเพื่อการรุกคืบทางธุรกิจ และเพื่อการเอาตัวรอดทางธุรกิจ ซึ่งดูเหมือนกรณีของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ จะเข้าข่ายในข้อหลัง
ขณะที่มุมมองทางธุรกิจสามารถชั่งน้ำหนักด้านบวกและด้านลบได้เกือบเท่าๆ กัน แต่ในนัยทางเศรษฐกิจอาจมองเห็นด้านบวกที่ชัดเจนกว่า
ในระยะ 4 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศยังไม่นิ่งจนสามารถมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถฟื้นตัวได้ตามการคาดการณ์ของสถาบันต่างๆ แต่ในระยะ 4 เดือนที่ผ่านมานี้ ธุรกิจกลุ่มต่างๆ มีการเจรจาเพื่อทำ M&A ค่อนข้างบ่อยครั้ง
หากตั้งสมมติฐานตามข้อสังเกตด้านเศรษฐกิจ จะพบว่าไม่เฉพาะแค่เพียงยูไนเต็ด แอร์ไลน์ และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทในธุรกิจกลุ่มต่างๆ อีกมากมาย ที่ตัดสินใจควบรวมกิจการ เพียงไม่นานหลังจากเริ่มมีสัญญาณว่าวิกฤตคลี่คลายลง
อาจกล่าวได้ว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้ารูปแบบการทำธุรกิจที่เคยมีมา หลังจากที่โลกเริ่มผ่านพ้นวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงที่สุดในชั่วอายุคน
และหมายความว่า เมื่อมีความเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจ แม้จะเป็นความเคลื่อนไหวที่อาจแฝงมิติด้านลบ แต่อย่างน้อยช่วยปลุกชีพจรเศรษฐกิจโลกเริ่มเต้นเป็นจังหวะอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่ดัชนีชี้วัดอื่นๆ ยังไม่คงที่มากนัก
และในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจโลกกลับมาเคลื่อนไหวอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง กระแสการทำ M&A ย่อมคึกคักตามไปด้วย
เมื่อช่วงต้นปีนี้ นักวิเคราะห์จากบริษัท KeyBanc คาดการณ์ว่า ยอดการทำ M&A ในปีนี้จะปรับขึ้นมาถึง 15% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และส่วนใหญ่ที่เข้ามาเทกโอเวอร์ธุรกิจของสหรัฐ คือทุนจากต่างชาติ ส่วนมูลเหตุที่ทำให้กระแสการทำ M&A กลับมาคึกคักก็คือ ความคาดหวังเศรษฐกิจในปีนี้จะฟื้นตัวตามที่คาดหวังกันไว้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปีนี้เช่นกัน ที่บรรดากูรูการเงินต่างลังเลใจที่จะฟันธงว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการทำ M&A เพราะแนวโน้มยังไม่ชัดเจนมากนัก ตราบจนกระทั่งย่างเข้าสู่เดือน เม.ย. ความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา และภาพในอนาคตจึงเริ่มชัดเจนขึ้น
ในระยะเวลาตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงเดือน เม.ย. มีการทำ M&A ในสหรัฐที่น่าจับตาหลายราย ไม่ว่าการผ่านข้อตกลงซื้อกิจการส่วนหนึ่งระหว่าง Blackstone และ AnheuserBusch InBev รวมถึงข้อตกลงระหว่าง PhillipsVan Heusen กับ Tommy Hilfiger แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ
โดยรวมแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มีการทำ M&A ในภาคค้าปลีกเป็นมูลค่าสูงถึง 1.07 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.42 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปีที่แล้วถึง 146%
แรงหนุนสำคัญที่ทำให้การทำ M&A ในสหรัฐเริ่มมีชีวิตอีกครั้ง คือกองทุนเอกชน ผู้ที่ซื้อกิจการหนึ่งๆ มาครอบครอง เพื่อปล่อยให้กับบริษัทที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอได้ซื้อไปเป็นเจ้าของในช่วงเวลาที่บรรยากาศกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง
อาจเรียกได้ว่าเป็นการเก็งกำไรก็ไม่ผิดนัก แต่เป็นการเก็งกำไรบริษัทที่เกื้อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่น้อย
และแม้จะเป็นความเคลื่อนไหวที่คึกคักในภาคค้าปลีก แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ ตัวการปัญหาอย่างภาคการเงิน ที่เคยจุดชนวนวิกฤตการเงินเมื่อ 2 ปีที่แล้ว บัดนี้ไม่เพียงกลับมาขับเคลื่อนตัวเองได้อีกครั้งเท่านั้น แต่ยังสามารถอัดฉีดการผ่านดีล M&A ได้เหมือนกับช่วงเวลาก่อเกิดวิกฤต
การฟื้นตัวของภาคการเงินย่อมหมายถึงการสิ้นสุดของวิกฤตการเงิน และในขณะเดียวกันการฟื้นตัวของธุรกิจภาคอื่นๆ ผ่านการทำ M&A ด้วยแรงหนุนจากภาคการเงิน ย่อมหมายถึงการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง
ที่สำคัญก็คือ ขณะที่การควบรวมกิจการขนาดใหญ่ในระดับขั้นของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ และคอนติเนนตัล แอร์ไลน์ จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ประเภท
“ใหญ่ที่สุดในโลก” ขึ้นมาอีกครั้งแต่หากจะยังให้การ M&A เป็นความหวังของการฟื้นตัวอย่างแท้จริงแล้ว ควรจะเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในภาคค้าปลีกมากกว่า เพราะเป็นภาคที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายผู้บริโภคโดยตรง
แต่ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จจากการ M&A ของธุรกิจภาคใด สิ่งหนึ่งที่เชื่อมั่นได้ก็คือ M&A จะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าจะเป็นเงื่อนไขปัญหาในระยะเวลาอันใกล้







