
วัดใจปชป.ชาติหรือพรรค
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
“ส่งก็ไม่ตาย ไม่ส่งก็พิการ”
คำตอบสั้นๆ จากปาก “จุติ ไกรฤกษ์” แม่บ้านพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คนใหม่ ที่สะท้อนภาพชัดเจนถึงสภาวะอันยากลำบากของพรรคที่จะต้องตัดสินใจว่าจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. 2557 นี้หรือไม่
เพราะทางสองแพร่งที่ต้องเลือกเดินเวลานี้ ไม่ว่าจะ “ส่ง” หรือ “ไม่ส่ง” ล้วนย่อมต้องมีผลเสียกระทบกลับมาถึงพรรค ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ที่สำคัญการตัดสินใจรอบนี้ มิอาจ “ฟันธง” ล่วงหน้าได้ว่าทางไหนจะเสียหายมากกว่ากัน เมื่อด้านหนึ่งก็ไม่อาจตัดสัมพันธ์อันแนบแน่นกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และอีกด้านหนึ่งก็ต้องรักษาต้นทุนทางการเมืองที่สั่งสมมากว่า 67 ปี นั่นทำให้ประชาธิปัตย์ต้องตกอยู่ระหว่างเขาควายที่ต้องเลือกระหว่าง “มวลชน” กับ “ระบบ”
ยิ่งกว่านั้นมุมมองใต้ชายคาพระแม่ธรณีบีบมวยผมเวลานี้ก็ยังมีความเห็นที่แตกแยก มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง จนหนีไม่พ้นต้องอาศัยการลงมติในการประชุมกรรมการบริหารพรรคร่วมกับอดีต สส. ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ เพื่อชี้ขาดเหมือนเมื่อครั้งตัดสินใจลาออกยกพรรครอบที่แล้ว เพื่อให้สอดรับกับเส้นตายวันที่ 23 ธ.ค. วันแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับสมัครเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ
จับสัญญาณจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ประเมินกันว่ามีแนวโน้มเอนเอียงมาทางจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ดังเห็นท่าทีการกำชับลูกพรรคไม่ให้กระทำการใดที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหลังจากมีกฤษฎีกาเลือกตั้ง พร้อมชี้แจงลูกพรรคถึงสถานการณ์เวลานี้แตกต่างจากบรรยากาศเมื่อครั้งบอยคอตเลือกตั้งปี 2548 ในหลายประเด็น โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ กกต.ชุดนั้น
สอดรับกับท่าทีของ สส.ฝั่งนายหัว ชวน หลีกภัย อย่างท่าทีของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สส.คนสนิท ที่แสดงความเป็นห่วงผ่านเฟซบุ๊กว่า หากประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้งก็ยังมีพรรคเล็กเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งอาจทำให้สภาไม่มีฝ่ายค้าน
แต่อีกด้านหนึ่ง สส.ปีกกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันให้พรรคมีมติลาออกทั้งพรรคไปร่วมเคลื่อนไหวกับมวลมหาประชาชนนั้น รอบนี้ยังเห็นว่าควรจะไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลว่าการเลือกตั้งไม่ได้ทำให้ปัญหาที่ค้างคาอยู่หายไป
อย่างไรก็ตาม หากดูโฉมหน้ากรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่เวลานี้ เครือข่าย สส.ปีกกำนันสุเทพถูกปรับลดบทบาทพ้นกรรมการบริหารชุดนี้ จนเหลือแต่เพียงสายใกล้ชิดสนิทกับอภิสิทธิ์ ยิ่งทำให้หลายฝ่ายมองว่าแนวโน้มที่ประชาธิปัตย์จะส่งผู้สมัครเป็นไปได้สูง แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายการชี้วัดยังต้องอาศัยเสียงของอดีต สส. ซึ่งจะต้องไปวัดกันอีกครั้งในวันที่ 21 ธ.ค.
นั่นทำให้ “เชน เทือกสุบรรณ” น้องชายกำนันสุเทพ นำอดีต สส.และกรรมการสาขาพรรค 7 สาขาพรรคของ จ.สุราษฎร์ธานี ประกาศแถลงมติไม่ส่งผู้สมัคร สส.ลงลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคจะมีมติให้ส่ง สส.ลงสมัครหรือไม่ก็ตาม ซึ่งถือเป็นการกดดันการตัดสินใจล่วงหน้าของพรรค
แต่กระนั้น “อภิสิทธิ์” ก็ยังไม่เปิดช่องทางสำหรับการส่งผู้สมัคร เพราะออกมาระบุว่าการ “เลือกตั้ง” ไม่ได้ตอบโจทย์ “ปฏิรูป” ซึ่งเป้าหมายเวลานี้ของพรรคอยู่ที่ 1.ปฏิรูป 2.อยู่ใต้กรอบกฎหมาย และ 3.ต้องไม่นำไปสู่ความรุนแรง
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์กันจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเลือกตัดสินใจส่งหรือไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ย่อมมีทั้งผลดีผลเสียที่ต้องคำนวณว่าสุดท้ายจะเลือกทางไหน
เริ่มตั้งแต่ทางเลือก “ไม่ส่งผู้สมัคร” ซึ่งแน่นอนว่าจะผนึกกำลังช่วยเพิ่มแรงกดดันให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเดินตามข้อเรียกร้องของ กปปส. ที่ให้ลาออกจากรักษาการ และยังเป็นการประกาศตัวยืนอยู่ข้างมวลชนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันเลือกตั้งมาถึง
ทว่าแม้การไม่ส่งผู้สมัครจะเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ไม่นำไปสู่การยุบพรรค แต่ย่อมเป็นประเด็นที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบยกนำไปถล่มว่าไม่รักษาระบอบประชาธิปไตย หันไปเดินนอกเกม ซึ่งจะเป็นตราบาปที่ถูกนำไปถล่มต่อเนื่อง และฉุดรั้งภาพลักษณ์ของพรรคที่เคยประกาศยืนหยัดเชื่อมั่นในกลไกรัฐสภามาตลอด
ที่สำคัญยังกระทบต่อพื้นที่ของประชาธิปัตย์ เพราะหากทุกอย่างไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การบอยคอตไม่ลงสมัครย่อมเสี่ยงที่จะทำให้ สส.ประชาธิปัตย์ต้องเคว้งคว้างไปอีกนาน แม้ในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานที่มั่นจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่สำหรับพื้นที่อื่นๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับมาทวงเก้าอี้คืนหากหวนสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง
แต่อีกด้านหนึ่ง ทางเลือกส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ถือเป็นการประกาศตัวยึดมั่นในระบบรัฐสภาเข้าไปทำหน้าที่ตามกลไกของพรรคการเมือง ชี้วัดในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเวลานี้ที่ถือว่าห้วงเวลาที่คะแนนนิยมของเพื่อไทยตกต่ำที่สุดช่วงหนึ่ง ในเมื่อมีการประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้งล็อก
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจส่งผู้สมัครย่อมเป็นเรื่องยากที่จะไปชี้แจงมวลมหาประชาชน จากท่าทีก่อนหน้านี้ที่ตัดสินใจลาออกมาร่วมเคลื่อนไหว แต่สุดท้ายก็กลับเข้าไปสมัครในระบบใหม่
ที่สำคัญย่อมเสี่ยงสูญเสีย “ฐานเสียง” จากมวลชนกลุ่มใหญ่ที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวเดินหน้าสู่เป้าหมาย ล้มระบอบทักษิณ มุ่งหน้าปฏิรูป โดยเฉพาะฐานเสียงกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ยังไม่รวมกับในวันข้างหน้าที่ กปปส.รณรงค์เรื่องโหวตโนหรือโนโหวต ย่อมกระทบกับคะแนนเสียงของประชาธิปัตย์
ยังไม่รวมกับ สส.สายกำนันสุเทพ ที่ประกาศตัวชัดเจนว่าจะไม่ลงสมัคร ซึ่งอาจจะมีเพิ่มเติมจาก จ.สุราษฎร์ธานี ดังนั้น นอกจากจะกระทบกับคะแนนเสียงโดยรวมแล้ว เป้ายังเป็นรอยร้าวในพรรคที่ยากจะเยียวยาต่อไป
ดังนั้น วันที่ 21 ธ.ค.นี้ จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของประชาธิปัตย์ แต่ระหว่างนี้อีกด้านหนึ่งก็ยังต้องเคลื่อนไหวคู่ขนาน ทั้งบี้นายกฯ ให้ลาออกจากรักษาการ บี้ให้ กกต.ขยายเวลาการเลือกตั้งออกไปก่อนเพื่อเปิดให้มีการปฏิรูปก่อนที่จะเลือกตั้ง หรือหากจำเป็นที่ประชาธิปัตย์จะต้องตัดสินใจส่งผู้สมัคร ก็จำเป็นจะต้องสร้างเงื่อนไขก่อนลงสมัครเพื่อให้เกิดความชอบธรรม ตอบโจทย์ปฏิรูป รักษาสมดุลระหว่างมวลชนกับระบบให้ได้มากที่สุด







