
บอยคอตเลือกตั้ง
กลายเป็นวิกฤตการเมืองคู่ขนานไปพร้อมๆ กับไทยเสียแล้ว สำหรับการเมืองพม่า เมื่อ อองซานซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของพม่า ส่งสัญญาณว่าจะบอยคอตการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าหากว่ายังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียก่อน
กลายเป็นวิกฤตการเมืองคู่ขนานไปพร้อมๆ กับไทยเสียแล้ว สำหรับการเมืองพม่า เมื่อ อองซานซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของพม่า ส่งสัญญาณว่าจะบอยคอตการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าหากว่ายังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียก่อน
เหมือนๆ กับสิ่งที่ผู้ประท้วงในบ้านเราเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งที่กำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าอยู่ในขณะนี้
ในเมื่อระบบการเมืองไทยมีปัญหาต้องการการชำระกันเสียก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งหากชิงเลือกตั้งก่อน ปัญหาเดิมก็ไม่ได้รับการแก้ไข ขยะกองเดิมๆ ที่เคยเหม็นคละคลุ้งก็จะปล่อยให้เหม็นต่อไปในวิถีทางของการเมืองไทยแบบเดิมๆ เหมือนที่เป็นมาอย่างนั้นหรือ!
ส่วนปัญหาของพม่านั้นคืออะไร คือความไม่ชอบธรรมในหลายประการที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ที่เป็นการสกัดกั้นฝ่ายตรงกันข้าม และพยายามรักษาอำนาจของทหารเอาไว้
ดังเช่นข้อกฎหมายที่ระบุไว้ว่า คนที่เคยแต่งงานกับคนต่างชาติไม่มีสิทธิเป็นผู้นำประเทศ หรือในสภาผู้แทนราษฎรนั้น รัฐธรรมนูญพม่ายังสำรองที่นั่งไว้ให้คนจากกองทัพไว้โดยไม่ต้องเลือกตั้งถึง 25% ของที่นั่งทั้งหมด
นั่นคือสิ่งที่ อองซานซูจี ต้องการความเปลี่ยนแปลง และแสดงท่าทีอย่างชัดเจนมายาวนานว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเสียก่อน
ซึ่งถ้าเปลี่ยนแปลงกันไม่ได้ การเลือกตั้งในพม่าก็จะเรียกว่าเป็นการเลือกผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริงได้อย่างไร โดยเฉพาะในรัฐสภานั้นจะมีคนจากกองทัพถึง 25% ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง และมติใดๆ ก็ตามจะผ่านไปได้ก็จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาเกินกว่า 75% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
ดังนั้น ถ้าตัวแทนจากกองทัพไม่เห็นด้วย กฎหมาย หรือมติใดๆ ก็ไม่มีทางผ่านแน่นอน
นั่นคือระบอบเผด็จการรัฐสภาแบบกลายๆ ของพม่า ที่ใช้ตอกฝาโลงปิดตายประตูแห่งโอกาสทางประชาธิปไตยของชาวพม่า ซึ่งได้รับการดีไซน์เอาไว้โดยรัฐบาลทหารชุดก่อนหน้านี้
ไม่รู้ว่าพม่าจะมองไทยเป็นบทเรียน หรือคนไทยสมควรจะมองพม่าเป็นบทเรียนดี
ในเมื่อระบบมันไม่ดี มีปัญหา ดันทุรังไปก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ไม่ต้องคิดเยอะครับ ทั้งพม่าและไทยสมควรจะปฏิรูป แก้ปัญหากันก่อน เพื่อให้การเลือกตั้งเราจะได้ผู้แทนที่เป็นผู้แทนจริงๆ ไม่ใช่เป็นตัวแทนกองทัพแบบในพม่า หรือได้แต่นักการเมืองที่เป็นเพียงสุนัขรับใช้นายทุน เข้ามานั่งในรัฐสภาของประชาชน







