
ตัวอย่างการปฏิรูป
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เรื่อยมา ขยายตัวอย่างลุ่มๆ ดอนๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่มีเสถียรภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ถดถอยลงเรื่อยๆ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เรื่อยมา ขยายตัวอย่างลุ่มๆ ดอนๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่มีเสถียรภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ถดถอยลงเรื่อยๆ
ยิ่งในช่วงหลังการรัฐประหารปี 2549 ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประเทศไทยยิ่งเกิดวิกฤตความขัดแย้งทางสังคมรุนแรงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
การที่เศรษฐกิจไทยไม่ก้าวหน้าไปไหน เพราะปัญหาการเมืองเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ แต่เป็นปัญหามาจากการที่ผู้นำประเทศไม่ใส่ใจที่จะวางแผนพัฒนาประเทศระยะยาว เป็นโครงการต่อเนื่องที่รัฐบาลไหนมาก็ต้องดำเนินการต่อ เปลี่ยนรัฐบาลก็มารื้อทิ้งแล้ววางแผนใหม่ตลอดเวลา
ปัญหาไก่กับไข่ในเรื่องของการปฏิรูปการเมืองก่อนหรือเลือกตั้งก่อนที่จะมีการปฏิรูปการเมืองนั้น ตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็เคยพิสูจน์มาแล้วว่า การปฏิรูปก่อนที่จะมีการเลือกตั้งและทำให้โฉมหน้าของเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไปเลย คือ ช่วงที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และตั้งรัฐบาลชั่วคราวโดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ
รัฐบาลของนายอานันท์ได้ใช้โอกาสนี้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่หมด เพื่อแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นที่ในยุคนั้นเกิดขึ้นสูงจนได้ฉายาว่า บุฟเฟต์ คาบิเนต รัฐบาลนายอานันท์ เลิกอุ้มอุตสาหกรรมเฒ่าทารก ด้วยการเปิดเสรีอุตสาหกรรม ปิดช่องให้นักการเมืองเรียกเงินจากพ่อค้าในการขอใบอนุญาต เปิดให้จดทะเบียนรถแท็กซี่อย่างเสรี แก้ไขกฎหมายหลายฉบับ การลอยตัวราคาน้ำมันให้เป็นไปตามกลไกตลาด ลดภาระที่รัฐบาลต้องอุดหนุนราคาน้ำมัน
และหลังจากรัฐบาลนายอานันท์แล้ว ก็ไม่เห็นรัฐบาลไหนวางแผนปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังอีกเลย นอกจากไม่มีการปฏิรูปแล้ว ยังไม่มีความแตกต่างในนโยบายเศรษฐกิจ ทุกพรรคพากันใช้นโยบายประชานิยมเพื่อหวังการชนะเลือกตั้งและแสวงหาผลประโยชน์ใส่ครอบครัวและพวกพ้อง จนในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์มวลมหาประชาชนออกมาร่วมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์
เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่า สาเหตุที่การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร ถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงไปทีละประเทศสองประเทศก็ควรที่จะลองกลับมาคิดดูเหมือนกันว่าจริงๆ แล้ว เศรษฐกิจของประเทศจะเจริญก้าวหน้าได้ จำเป็นจะต้องมีรัฐบาลที่มี เสถียรภาพเพื่อให้ดำเนินนโยบายต่อเนื่องเสมอไป กระนั้นหรือ
นอกจากประเทศฟิลิปปินส์สมัยมากอสแม้แต่ประเทศจีนก่อนยุคเติ้งเสี่ยวผิงหรือประเทศเกาหลีเหนือในปัจจุบันก็มีและมีรัฐบาลพรรคเดียวที่ปกครองประเทศยาวนาน ต่อเนื่องกันนับสิบๆ ปี แต่หาได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญก้าวหน้าขึ้นมาไม่ แต่กลับดูเหมือนว่ายิ่งอยู่นาน หัวหน้ารัฐบาลและพรรคพวกบริวารกลับยิ่งสะสมความมั่งคั่งร่ำรวยไว้ กลุ่มของตนมากขึ้นเท่านั้นอย่างมากอสเอง มีการติดตามยึดทรัพย์กลับมาฟิลิปปินส์ได้ประมาณ 500 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นแต่ส่วนหนึ่งของเงินที่ได้มาจากการโกงกินคอร์รัปชั่นเป็นเวลาอันยาวยานระหว่างปีค.ศ.1965 –1986 และมีอำนาจในการบริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เพราะฉะนั้น ผมจึงมองสถานการณ์บ้านเราในแง่ดีว่า วิกฤตการทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว ถึงแม้ว่าในระยะสั้นจะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักไปบ้างก็ถือได้กว่าเป็นต้นทุนที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคต
จริงอยู่เท่าที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาลค่อนข้างบ่อย บางรัฐบาลอยู่ได้ไม่กี่เดือนที่เก่งหน่อยอยู่ได้จนเกือบครบเทอมแล้วก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ที่น่าสังเกตคือ ท่านผู้อ่นเคยสังเกตเห็นความแตกต่างในเชิงนโยบายการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่ ผมหมายถึงนโยบายที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ที่รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งได้นำมาใช้บริหารประเทศ แล้วอีกรัฐบาลหนึ่งได้ล้มเลิกไปบ้างหรือไม่
ผมยอมรับว่า ผมไม่เห็นความแตกต่างในเชิงนโยบายการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลที่ผ่านมาเท่าไรนัก ยกตัวอย่างเช่นนโยบายประชานิยม ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก้เห็นแต่จะเป็นนโยบายประชานิยมออกมาใช้เพื่อซื้อความนิยมจากประชาชน จะแตกต่างกันก็ตรงที่ใครจะประชานิยมคือ ลดแลกแจกแถมมากกว่ากันเป็นหลัก หรือแตกต่างกันด้วยวิธีการที่จะนำมาใช้ภาคปฏิบัติ เช่น นโยบายการสนับสนุนราคาพืชผลทางการเกษตรที่พรรครัฐบาลปัจจุบันใช้วิธีการรับซื้อหรือรับจำนำผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ส่วนรัฐบาลที่แล้วใช้วิธีการแจกเงินชดเชยราคาผลผลิตให้กับเกษตรกรโดยตรง
เพราะฉะนั้น ถึงจะเปลี่ยนรัฐบาลจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนมาเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรก็หาได้ถูกยกเลิกไปไม่ และก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีพรรคการเมืองไทยเสนอทางเลือกอื่นให้ภาคการเกษตรของประเทศที่จะพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นอย่างยั่งยืนสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ทั้งด้านคุณภาพของผลผลิตและราคาพืชผล
ส่วนนโยบายเศรษฐกิจมหภาพทุกพรรคเน้นการเพิ่มรายได้ประชาชาติส่งเสริมเศรษฐกิจเสรี ส่วนจะเสรีจริงหรือไม่ ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง ยังไม่มีใครเสนอให้เปลี่ยนแปลงนโยบายเศรฐกิจอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น แทนการเน้นนโยบายเศรษฐกิจเสรีเดิมรูปแบบๆ มือใครยาวสาวได้สาวเอา จะหันมาเน้นนโยบายเสรีนิยมเอียงซ้ายคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดเล็กและผู้บริโภคจนกว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเข้มแข็งก่อนจะเข้าไปร่วมวงเล่นเกมส์เศรษฐกิจแบบตะวันตกเต็มตัว
จะเห็นว่า ถึงประเทศนี้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยแต่นโยบายเศรษฐกิจหลักๆ นับเป็นนโยบายเดิมๆ และต่อเนื่องกับจากรัฐบาลหนึ่งไปสู่อีกรัฐบาลหนึ่ง เพราะการจัดสรรงบประเทศอยู่ในขอบเขตจำกัด เนื่องจากร้อยละ 80 ของงบประมาณแผ่นดินเป็นงบประมาณประเภทงบรายจ่ายประจำที่จัดสรรไปใช้อย่างอื่นไม่ได้
การเสื่อมถอยของเศรษฐกิจไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมาจึงเป็นการเสื่อมถอยโดยโครงสร้างที่ขาดการพัฒนาอย่างจริงจังหาได้เกิดขึ้นเพราะขาดเสถียรภาพทางการเมืองอย่างที่หลายคนพูดไป ผมกลับมองว่าเพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นขณะนี้เกิดขึ้นจากพรรคการเมืองมิได้พยายามเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างและหลากหลายให้ประชาชนเลือกแต่เลือกที่จะให้นโยบายเศรษฐกิจประเภทเดียวกันให้ประชาชน และแข่งขันกันว่าใครจะให้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้และได้คะแนนเสียงแก่ประชาชนมากกว่ากัน จึงทำให้เศรษฐกิจไทยขาดการพัฒนาในเชิงโครงสร้าง เมื่อเศรษฐกิจโลกถดถอยการแข่งขันสูงขึ้น จึงไม่พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของประเทศและของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ก็มีครั้งนี้แหละครับที่เริ่มมีการเสนอให้ปฏิรูประบบการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจ มีการเสนอให้ยกเลิกการทำโครงการประชานิยม เพราะเห็นว่าเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น มอมเมาประชาชนมีการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตของนักการเมือง และข้าราชการมีการเสนอให้ภาคประชาชนมีส่วนรวมในกระบวนการพัฒนาโครงการทางสังคมและเศรษฐกิจ
ถูกผิดอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากดเถียงหาข้อยุติ แต่อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าการปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจของชาติเดินต่อไป ตามแนวทางที่ขาดการพัฒนาและแสวงหาทางเลือกที่ทำให้เศรษฐกิจเสื่อมถอยมาจนถูกเพื่อนบ้านแซงไปทีละประเทศสองประเทศเหมือนฟิลิปปินส์เมื่อ 30-40 ปีที่แล้วใช่ไหมครับ
ชินวัตร จนต้องประกาศยุบสภา
หากยังปล่อยให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองลากยาวต่อไปอีก สุดท้ายคนที่แพ้คือประเทศชาติ ตัวอย่างจากรัฐบาลของนายอานันท์ทำให้เห็นว่า เราสามารถปฏิรูปประเทศได้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง หากในวันนั้นไม่มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ประเทศไทยอาจจะแย่กว่าที่เป็นอยู่ก็ได้







