
เมื่อ"กองทัพ"ไม่มีทางเลือก
ในเวลานี้อาจกล่าวด้วยว่า กองทัพไทยมีความเป็น “ตัวของตัวเอง” มากที่สุดแล้วในประวัติศาสตร์ เพราะมิเช่นนั้นแล้วก็อาจจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นแล้ว
โดย...วาสนา นาน่วม
ในเวลานี้อาจกล่าวด้วยว่า กองทัพไทยมีความเป็น “ตัวของตัวเอง” มากที่สุดแล้วในประวัติศาสตร์ เพราะมิเช่นนั้นแล้วก็อาจจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นแล้ว ในวิกฤตการเมืองครั้งนี้ แต่เพราะด้วยหลายสาเหตุทำให้กองทัพยังเก้ๆ กังๆ อยู่ จนกำลังถูกเรียกว่า เป็น “ทหารเฉย”
โดยเฉพาะในเวลานี้ ไม่มี “อำนาจพิเศษ” หรือ “มือที่มองไม่เห็น” มาเป็นปัจจัยที่ทำให้กองทัพต้องก่อการรัฐประหาร หรือเลือกข้าง
ที่สำคัญคือ ผู้นำกองทัพได้พิจารณาข้อดีข้อเสียของการเลือกข้าง แล้วว่าหากเข้าข้างรัฐบาล แล้วจะต้องใช้กำลังทหารมาปราบหรือสลายม็อบ ทหารก็ไม่ทำ เพราะมีบทเรียนจากการสลายเสื้อแดง เมื่อเดือน พ.ค. ปี 2553 ซึ่งมีผู้ชีวิต 98 คน
จะเห็นได้ว่าช่วงแรกในการชุมนุมของกปปส.ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่บุกไปยึดทำเนียบรัฐบาลนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. แม้จะส่งทหารมาช่วยดูแลสถานที่ราชการ แต่ก็มีข้อแม้ทหารจะอยู่เฉพาะด้านในและจะไม่พกอาวุธเด็ดขาด
ในทางตรงกันข้าม หากกองทัพเลือกอยู่ฝั่ง สุเทพ แล้วปฏิวัติและนำไปสู่การตั้งสภาประชาชนก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงจะออกมาต่อต้าน และอาจมีการสูญเสีย นองเลือด หรือแม้หากปฏิวัติสำเร็จ แต่จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ในเมื่อยังคงมีความแตกแยกแบ่งสีแบ่งข้างกันเช่นนี้
บทเรียนในการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านๆ มา และโดยเฉพาะครั้งล่าสุด วันที่ 19 ก.ย. 2549 ทำให้ทหารขยาดเพราะแก้ปัญหาไม่ได้ แถมสร้างปัญหาใหม่ขึ้นอีกและหากรัฐประหารจะทำให้ภาพพจน์ของกองทัพไทยเสียหายอย่างมากในสายตาชาวโลก ยิ่งในยามที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ด้วยสายสัมพันธ์ของผู้นำกองทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. ยังคงถูกมองว่าใกล้ชิดกับบรรดานายทหารในสายอำมาตย์และอดีตคณะปฏิวัติ จึงทำให้ถูกมองว่าแอบให้การสนับสนุนสุเทพอย่างเงียบๆ
ในเมื่อการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารทำไม่ได้ จึงทำให้ทหารถูกมองว่า แอบ “มีใจ” ให้การสนับสนุนการปฏิวัติประชาชนอยู่เงียบๆ ทั้งสายสัมพันธ์กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. ที่ล้วนเป็นนายทหารรุ่นพี่ที่สนิทสนมใน “สายบูรพาพยัคฆ์” ที่ครองอำนาจใน ทบ.มายาวนานตั้งแต่หลังปฏิวัติวันที่ 19 ก.ย.
โดยนายทหารทั้งสองคนก็มีความสนิทสนมกับสุเทพเป็นการส่วนตัวด้วย เพราะเคยทำงานช่วงการปราบคนเสื้อแดงปี 2553 มาด้วยกัน รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย จึงทำให้กองทัพถูกสงสัยว่าแอบสนับสนุนสุเทพอยู่เงียบๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อขบวนการปฏิวัติประชาชนของสุเทพเดินหน้าแล้วมันติดขัดข้อกฎหมายไปต่อลำบาก อีกทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เลือกการยุบสภา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.แล้ว มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 จึงทำให้รัฐบาลได้เปรียบในเรื่องข้อกฎหมายและภาพของการแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตย
ในขณะเดียวกัน หากทหารจะแสดงตัวว่าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็เกรงว่า มวลมหาประชาชนจะไม่พอใจ เพราะแค่นี้ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ไม่พอใจที่กองทัพไม่ประกาศท่าทีให้ชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน จนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิเสธที่จะพบปะกับสุเทพ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.
แต่เพื่อไม่ให้กองทัพถูกมองว่า ปฏิเสธสุเทพ และถูกมองว่าเพิกเฉยต่อสถานการณ์ พล.อ.ธนะศักดิ์ และ ผบ.เหล่าทัพ จึงเชิญสุเทพมาร่วมเวทีเสวนา พร้อมกับองค์กรอื่นๆ เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ บก.กองทัพไทย นั่นเอง
ทั้งนี้ เพราะ พล.อ.ธนะศักดิ์ ไม่ต้องการให้มีภาพของ ผบ.สส.และ ผบ.เหล่าทัพ นั่งคุยกับสุเทพ และ กปปส.เป็นการส่วนตัว แต่จะพบปะพร้อมกันทีเดียว เพื่อป้องกันถูกกล่าวหากองทัพเข้าข้างสุเทพ
แต่ที่ดูจะทำให้ฝ่าย กปปส.ไม่ค่อยพอใจก็คือ ท่าทีของกองทัพในวันนั้นก็คือ การยืนยันจะไม่ปฏิวัติรัฐประหารและต้องการให้มีการเลือกตั้ง โดยสุเทพบอกว่า “เข้าใจกองทัพที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่ต้องการให้ทหารปฏิวัติ แต่ต้องการให้ยืนข้างประชาชน เรารอตัดสินใจของท่านเพื่อที่จะเป็นวีรบุรุษ” สุเทพ กล่าวในเวทีเสวนาที่กองทัพไทยจัดขึ้น
ขณะที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวในการเสวนาดังกล่าวว่า “เป็นไปได้ไหม ที่เราจะเลือกตั้ง เพราะมีพระราชกฤษฎีกาออกมาแล้ว กำหนดวันเลือกตั้งออกมาแล้ว หากพี่สุเทพกลัวว่าจะไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมก็ให้ทำสัญญาอะไรกันก็ได้ หรือให้มีคณะกรรมการอะไรขึ้นมา ที่เอาคนที่ทุกฝ่ายไว้วางใจมาดูแลให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมมีการให้ความรู้ Educate ประชาชนในการเลือกตั้ง”
ทว่า สุเทพ ยืนกรานว่า นายกฯ ต้องลาออก และต้องมีการปฏิรูปการเมืองก่อนจะมีการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ธนะศักดิ์ มาตอกย้ำเรื่องการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.อีกครั้ง ในการแถลงข่าวพร้อม ผบ.เหล่าทัพ หลังการเสวนาเสร็จสิ้น โดยระบุว่ากองทัพมีกำลังทหาร 4.2 แสนคน พร้อมที่จะช่วยสนับสนุนการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมและโปร่งใส แต่ทหารไม่ได้มีความรู้ จึงต้องการให้นักวิชาการหรือองค์กรต่างๆ ที่มีความรู้มาให้ความรู้แก่ประชาชน โดยทหารพร้อมสนับสนุน”
ที่สำคัญ พล.อ.ธนะศักดิ์ ตอกย้ำว่า ทหารจะไม่ปฏิวัติและยืนยันแทน พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ไม่ได้เลือกข้างสุเทพ
“วันนี้ ผบ.ทบ.นั่งอยู่ข้างผมใช่ไหม ถ้า ผบ.ทบ.เข้าข้างคุณสุเทพก็ต้องไปนั่งข้างคุณสุเทพแล้ว” พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว
จากนั้นในวันรุ่งขึ้นวันที่ 15 ธ.ค. ในเวทีเสวนาปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลที่ศูนย์สิริกิติ์ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้แถลงในนามกองทัพถึงจุดยืน 3 ข้อของกองทัพ ด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่ขึงขังคือ 1.พ.ร.บ.กลาโหม พ.ศ. 2551 กำหนดให้กระทรวงกลาโหมพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 2.สถานการณ์การเมืองในขณะนี้กองทัพ โดย ผบ.สส.ยืนยันว่าคิดและจะปฏิบัติในกรอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น นี่คือจุดยืนของกองทัพที่นำมาสู่
3.การเสวนาที่กองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผบ.สส.ท่านมีเจตนารมณ์ที่ดีที่งาม อยากให้กองทัพแสดงบทบาทรับใช้และพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยได้เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้ตัดสิน ที่สำคัญที่สุด เมื่อการเสวนาจบลง ผบ.สส.-ผบ.เหล่าทัพ ได้ตอบคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่ากองทัพสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557
“ผมแถมท้ายนิดเดียวความตั้งใจดีในรายละเอียดต่างๆ นั้น ผบ.สส.ได้ปรารภว่า กองทัพมีกำลังพลกว่า 4 แสนนาย หากเป็นห่วงและห่วงใยว่า การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ท่านก็ส่งสัญญาณว่า ผบ.สส.ก็พร้อมจะร่วมมือให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และยุติธรรม นี่คือสิ่งที่ผมต้องการแถลงเพียงแค่นี้ครับ ...ขอบคุณ” พล.อ.นิพัทธ์ กล่าว
อันถือเป็นการแถลงท่าทีกองทัพที่ชัดเจนและขึงขังมากที่สุด จนเป็นสาเหตุให้สุเทพกล่าวโจมตี พล.อ.นิพัทธ์ อย่างรุนแรงว่าเป็นนายทหาร ขี้ข้า ทักษิณ และอ้างว่าไม่ใช่ท่าทีของกองทัพ
แต่มีรายงานว่า พล.อ.นิพัทธ์ นั้น มีการปรึกษาหารือแนวทางในการแก้ปัญหาหาทางออกกับ ผบ.สส และ ผบ.เหล่าทัพตลอด แต่ก็ต้องเล่นกันคนละบทบาท คนละเวที
ทั้งนี้ จะเห็นว่าในการเสวนารัฐบาลนั่น ผบ.สส.และ ผบ.เหล่าทัพ ได้ส่งตัวแทนมาร่วมด้วย ทั้งรอง ผบ.สส. เสธ.ทบ. เสธ.ทร. และ ผช.ผบ.ทอ.
นี่จึงเป็นบทบาทของกองทัพในยามที่ไม่มีทางเลือกอื่น จะปราบม็อบก็ไม่ได้ปฏิวัติก็ไม่ได้ จึงต้องเลือกบทบาท “พระเอก” ประชาธิปไตย หนุนการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอีกแล้ว
อีกทั้ง ผบ.สส. และ ผบ. 3 เหล่าทัพ จะเกษียณในอีก 9 เดือนข้างหน้า ก็คงไม่อยากที่จะเปลืองตัวมากนัก แต่ได้แสดงให้สังคมเห็นถึงความพยายามเต็มที่แล้ว ไม่ได้เพิกเฉย ต่อปัญหาบ้านเมือง เพราะทหารเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร
เพราะนี่เป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทยที่ไม่ควรจะต้องจบด้วยการปฏิวัติรัฐประหารอีกแล้ว แต่ให้การเมืองแก้ปัญหากันเอง ค่อยๆ ปลดล็อกกันไปที่อาจต้องอดทนและใช้เวลา เพราะการปฏิวัติของประชาชนในเมืองไทย ยังไม่เคยเกิดขึ้นก็เลยยังสับสน ในเรื่องอำนาจตามกฎหมายทำให้คนไทยสับสนว่า จะฟังรัฐบาล หรือ กปปส.แล้ว จะต้องไปเลือกตั้งหรือไม่
กองทัพ จึงมีห้วงเวลาที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด แบบที่ใครก็มาสั่งการไม่ได้ เพราะมีบทเรียนมาแล้วในทุกด้าน
ที่ตอนนี้ใครๆ ก็อยากรู้ตอนจบแล้วว่า จะเป็นอย่างไรแล้ว จะจบเมื่อไรด้วย
"ผมว่าตอนนี้คนไทยควรจะให้กำลังใจทหาร ให้อดทนในการแก้ปัญหาตามระบอบนะ เพราะโลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว จะแก้ปัญหาแบบเดิมๆ อีกไม่ได้ แต่ผมไม่อยากเห็นความรุนแรง การต่อสู้ปะทะกันอีก แล้วเราควรจะทำยังไง ทุกคนต้องช่วยกันคิด"พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งท้าย







