
จีนซัดไทยแลยนด์"ปฏิรูปสุดซอย"
สื่อต่างชาติยังคงติดตามความคืบหน้าวิกฤตการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ปักกิ่งรีวิวจากจีน ตีพิมพ์บทความของ ถังชีฟาง ผู้ช่วยนักวิจัยสถาบันศึกษาระหว่างประเทศของจีน โดยระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบันเป็นสิ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทางการเมืองขึ้น โดยจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงและขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง
สื่อต่างชาติยังคงติดตามความคืบหน้าวิกฤตการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ปักกิ่งรีวิวจากจีน ตีพิมพ์บทความของ ถังชีฟาง ผู้ช่วยนักวิจัยสถาบันศึกษาระหว่างประเทศของจีน โดยระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบันเป็นสิ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทางการเมืองขึ้น โดยจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงและขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง
ถังชีฟาง ให้เหตุผลว่า วิกฤตการเมืองที่กำลังร้อนระอุอยู่และดูเหมือนจะกลายเป็นเงื่อนตายไปแล้วในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างฝ่ายที่ต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ทางชนชั้นในสังคมและความไม่สมดุลของโครงสร้างทางการเมืองของไทย
ทั้งนี้ ฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณ ส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มชนชั้นนำ ทหาร ข้าราชการ และชนชั้นกลางในเขตเมือง ที่ล้วนแล้วแต่ได้รับผลประโยชน์ในโครงสร้างอำนาจเดิม ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนทักษิณ คือ ชาวนา และชนชั้นรากหญ้า แรงงาน เป็นกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทยโดยตรง
ผู้เขียนบทความระบุว่า การใช้นโยบายประชานิยมของทักษิณ สามารถเรียกเสียงสนับสนุนจากกลุ่มชาวนาเกษตรกร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70% ของประชากรในประเทศได้อย่างถล่มทลาย
ดังนั้น ในการเลือกตั้งทั้งในปี 2001 และปี 2005 ทักษิณ จึงได้รับชัยชนะ และกลายเป็นพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยสามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้ถึง 75.4% ของจำนวนเสียงในสภาทั้งหมด
ภาวะดังกล่าวจึงนำไปสู่การทำลายความสมดุลโครงสร้างทางการเมืองแบบเก่า ที่เคยเป็นแบบระบบพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค และมีกลุ่มชนชั้นนำอยู่ด้วยลงไป
อย่างไรก็ตาม ถังชีฟาง ระบุว่า แม้ในเบื้องต้น ทักษิณ จะพยายามแก้ไขระบบการเมืองแบบเก่า แต่ก็ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างสองขั้วกลุ่มอำนาจในสังคมขึ้นมา ขณะเดียวกันระบบการเมืองไทยก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่กลไกต่างๆ ทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้น จึงนำพาประเทศไปสู่การใช้นโยบายประชานิยมอย่างแพร่หลาย ขณะที่ผู้ต่อต้านรัฐบาลก็ออกมาประท้วงตามท้องถนน โดยอ้างหลักการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งในที่สุดก็นำพาประเทศไปสู่วงจรความขัดแย้งการเมืองภายในประเทศแบบเดิมๆ ที่ฝ่ายหนึ่งก้าวขึ้นมามีอำนาจ อีกฝ่ายหนึ่งก็จะใช้การเมืองการประท้วงบนท้องถนนขับไล่อีกฝ่ายลง
นักวิจัยชื่อดังจากแดนมังกร ให้ข้อเสนอแนะว่า เพื่อแก้ไขภาวะทางตันทางการเมือง ไทยควรมีการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่สอดรับกับภาวะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจริง
ขณะเดียวกัน ไทยก็ควรเปิดให้มีส่วนร่วมทางการเมืองภาคสาธารณะอย่างแท้จริง เพื่อให้เป็นกลไกที่ช่วยสะท้อนเสียงและความต้องการของประชาชนโดยแท้จริง เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนไทยไม่มีกลไกดังกล่าว และโดนใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ที่เข้ามาหาประโยชน์ทางการเมือง
สุดท้าย ไทยก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ไปพร้อมกันอีกด้วย โดยจะต้องเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างความเท่าเทียมในสังคมให้มากขึ้น มีระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรม และพัฒนาไปสู่สังคมสมัยใหม่อย่างครอบคลุมทุกภาคส่วน







