
กปปส.เดินสุดซอย...ยาก
ทีมข่าวการเมือง
ทีมข่าวการเมือง
“รัฐบาลที่อ้างว่ารักษาการตามรัฐธรรมนูญทั้งที่ไม่มีความชอบธรรม ส่งผลให้ภารกิจของมวลมหาประชาชนไม่บรรลุผล ดังนั้นมีมติว่าได้ติดต่อขอพบกับหน่วยงานความมั่นคง ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายในเวลา 20.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (12 ธ.ค.) เพื่อให้คณะกรรมการ กปปส. ชี้แจงจุดยืนและเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงประเทศของมวลมหาชนประชาชนให้ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพได้รับทราบต่อไป ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจได้สอบถามจุดยืน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและประกอบการพิจารณาว่าจะยืนเคียงข้างประชาชนหรือไม่”
เป็นท่าทีที่น่าสนใจที่ออกมาจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)
เกิดอะไรขึ้นกับ กปปส.ที่ส่งสัญญาณพบผู้นำเหล่าทัพด้วยตัวเอง ทั้งที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่มีการเจรจาอีก นอกเสียจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะลาออกจากการรักษาการในระหว่างการยุบสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น
ถึงจะไม่ใช่ประกาศถอยตรงๆ แต่เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำและการเคลื่อนไหวของ กปปส.ที่ผ่านมา ย่อมมองได้ว่านี่เป็นการถอยแบบมีชั้นเชิง
การถอยที่เกิดขึ้นนั้น มาจากกระแสได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญแล้ว เปลี่ยนจากการไล่ล่าระบอบทักษิณอย่างดุเดือด มาเป็นการพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง
โดยทันทีที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรและกำหนดวันเลือกตั้งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ในช่วงค่ำของวันที่ 9 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่กลุ่ม กปปส.เดินทางมาล้อมทำเนียบรัฐบาล ปรากฏว่าได้เกิดสัญญาณที่ทุกฝ่ายต้องการพาประเทศสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557
เริ่มตั้งแต่ในซีกพรรคการเมืองทุกพรรคต่างตระเตรียมขุมกำลังเพื่อวางยุทธศาสตร์เอาชนะในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
แม้พรรคประชาธิปัตย์จะยังไม่ให้คำตอบว่าจะส่ง สส.ลงสมัครหรือไม่ แต่มีความเป็นไปได้ที่สุดท้ายจะต้องส่งคนลงรับสมัคร ดังจะเห็นได้จากการนัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีในวันที่ 1617 ธ.ค.นี้ เพื่อวางคนเข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคใหม่
การเลือกตั้งในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่ประชาธิปัตย์จะสามารถได้เสียงข้างมากในสภา หลังจากพรรคเพื่อไทยกำลังประสบกับวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก จึงเป็นไปได้ยากที่พรรคประชาธิปัตย์จะทิ้งโอกาสนี้ไป
ขณะเดียวกัน อารมณ์และสัญญาณจากภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ ก็พบว่าต่างส่งเสียงเรียกร้องให้ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาด้วย
ไม่เว้นแม้แต่ในภาคราชการที่ กปปส.ต้องการจะดึงมาเป็นพวกให้ได้ ปรากฏว่าผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ก่อนมีข้อสรุปร่วมกันว่าการเลือกตั้งควรจะต้องมีขึ้น แต่ต้องให้พรรคการเมืองทำสัญญาประชาคมเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศก่อน
เช่นเดียวกับกองทัพที่เคยมีการมองว่าได้ออกมาอยู่ข้าง กปปส.แล้ว ด้วยการให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา แต่ต่อมาก็วางตัวนิ่งเฉย ไม่เลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่งอย่างเด็ดขาด ทำให้ กปปส.ไม่สามารถดึงทหารมาเป็นพวกได้ไปมากกว่านี้
นอกเหนือไปจากกระแสจะเริ่มตีกลับด้วยอิทธิพลของกระแสการเลือกตั้งแล้ว ยังมีปัจจัยหนึ่ง คือ ข้อเรียกร้องของ กปปส.
พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การเลือกตั้งผู้ว่าราชจังหวัดทุกจังหวัดเหมือนกับกรุงเทพมหานคร และการให้ยกเลิกการนับอายุความในคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ต่างได้รับการยอมรับอยู่พอสมควร เพียงแต่เส้นทางสู่การปฏิรูปด้วยการทำให้เกิดภาวะสุญญากาศนั้น ยังมีความกังขาอยู่ไม่น้อย
เนื่องจากเห็นว่าการพยายามให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากการรักษาการเพื่อเกิดสุญญากาศจนนำไปสู่การตั้งสภาประชาชนและนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ได้ โดยนำกรณีของ “สัญญา ธรรมศักดิ์” เมื่อปี 2516 มาเทียบเคียงก็ตาม เป็นข้อเสนอที่เป็นนามธรรมและไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการเลือกตั้ง
เหนืออื่นใด การผลักประเทศให้เกิดสภาพเช่นนั้นในระยะยาวไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศในสายตาต่างชาติ เพราะไทยยังต้องพึ่งพาต่างประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ที่สำคัญ ยังมองว่าต่อให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศตามวิธีการนี้ได้จริง แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประเทศจะอยู่ได้อย่างสงบหรือไม่ เพราะมวลชนเสื้อแดงจะต้องออกมาต่อต้านและไม่ยอมรับแน่นอน ซึ่งอาจบานปลายถึงขั้นยกมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนขึ้นมาอ้าง เพื่อมารองรับการเคลื่อนไหวของตัวเองเหมือนกับที่ กปปส.ทำ
ดังนั้น กระแสที่ปะทุขึ้นในเวลานี้จึงเป็นในรูปแบบ “สนับสนุนการปฏิรูปประเทศ แต่ขอให้ยุติการชุมนุม” เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศเสียหายไปมากกว่านี้
เมื่อกระแสต่อต้าน กปปส.เริ่มผุดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ย่อมเป็นสิ่งที่คนเก๋าการเมืองอย่าง “สุเทพ” มองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และไม่อาจมองข้ามไปเฉยๆ ได้
จึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก นอกจากหาทางถอยให้มีชั้นเชิงมากที่สุด ก่อนที่จะเสียแนวร่วมในระยะยาว







