
กปปส. กับประชาภิวัฒน์
ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2516-2556) ปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวของ กปปส. ได้ทำให้เกิดการถกเถียงในเรื่องสิทธิเสรีภาพ การแสดงออก และการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยของคนไทยอย่างกว้างขวางว่าควรจะเป็นอย่างไร? และประชาชนสามารถที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพนี้ได้มากน้อยแค่ไหน?
ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2516-2556) ปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวของ กปปส. ได้ทำให้เกิดการถกเถียงในเรื่องสิทธิเสรีภาพ การแสดงออก และการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยของคนไทยอย่างกว้างขวางว่าควรจะเป็นอย่างไร? และประชาชนสามารถที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพนี้ได้มากน้อยแค่ไหน?
การถกเถียงครั้งใหญ่นี้ครอบคลุมตั้งแต่บรรดานักคิด นักวิชาการ นักการเมือง และมวลชนคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งแตกออกเป็นสองขั้วทางความคิดอย่างชัดเจน และต่างก็มีการให้เหตุให้ผลของตัวเองออกมา และพบว่าบรรยากาศการถกเถียงในเรื่องหลักการของความคิดประชาธิปไตยแบบนี้ยังไม่เคยเกิดมาก่อนหน้านี้เลยในประเทศไทย
ข้อถกเถียงของฝ่าย กปปส. คือ เห็นว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรม (Legitimacy) ที่จะปกครองประเทศนี้อีกต่อไปแล้ว เพราะมีการทุจริต มีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ส่วนรัฐบาลและผู้ที่เห็นด้วย มองว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ และความถูกต้องตามกฎหมาย (Legality) เท่านั้น
ที่จริงแล้วความขัดแย้งระหว่างความชอบธรรมที่มักจะมีฝ่ายประชาชนเป็นผู้อ้างกับความถูกต้องตามกฎหมาย ที่มักถูกอ้างโดยผู้ครอบครองอำนาจรัฐ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาช้านาน ทั้งในสังคมการเมืองทั่วโลก รวมทั้งในสังคมการเมืองไทย
ผู้เขียนใคร่ตั้งข้อสังเกตว่า โดยทั่วไปแล้วฝ่ายที่อ้างความชอบธรรมมักมีชัยเหนือฝ่ายที่อ้างความถูกต้องตามกฎหมาย เพราะว่าความเป็นจริงของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มักจะเปลี่ยนแปลงจนล้ำหน้าตัวบทกฎหมายที่ตราออกมาก่อนจนกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายเป็นระยะๆ เพื่อไล่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง หากไล่ไม่ทันก็อาจเกิดปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดังที่ปรากฏขึ้นในขณะนี้
ผู้เขียนเห็นว่าประชาธิปไตยจะต้องไม่พูดถึงแต่เรื่องการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ประชาธิปไตยจะต้องเป็นเรื่องของกระบวนการในการจัดการกับปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และทำให้ประชาชนเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริง
ประชาธิปไตยจะต้องไม่ใช่การกล่าวอ้างแต่หลักการ โดยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย สังคมประชาธิปไตยควรเป็นสังคมที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนสามารถทดลองคิด ทดลองทำ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์และวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยได้ ประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ และช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินปัญหาได้ด้วยตนเอง
ผู้เขียนเห็นว่าขบวนการเคลื่อนไหวของ กปปส. มีลักษณะที่โดดเด่นหลายประการที่สมควรพูดถึง คือ
ประการแรก พวกเขาเริ่มต้นจากการคัดค้านและต่อต้านการคอร์รัปชั่นทางการเมือง (Political Corruption) ของบรรดานักการเมืองที่ใช้อำนาจทางการเมืองที่ประชาชนมอบให้ไปโดยมิชอบ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจไปในทางที่ผิด โดยการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมืองให้แก่พรรคพวกของตนเองที่กระทำความผิดในข้อหาทุจริตและในคดีอาญา เช่น ในกรณีกรือเซะ และการวางเพลิงในสถานที่ราชการ ฯลฯ
ประการที่สอง การเคลื่อนไหวได้พัฒนาเติบโตในแง่ของจำนวนผู้เข้าร่วมจนกลายเป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภาลาออกจากตำแหน่ง และไม่ยอมรับการเป็นนายกฯ รักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การแสดงออกของมวลชนจำนวนมหาศาลแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่เชื่อถือและศรัทธาต่อรัฐบาลอีกต่อไปแล้ว
ประการที่สาม ผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลมาจากคนหลากหลายกลุ่มอาชีพ ทั้งองค์กรอธิการบดีแห่งประเทศไทย แพทย์ พยาบาล กลุ่มนักศึกษา กลุ่มนักธุรกิจ มหาวิทยาลัยต่างๆ อาจารย์ นักวิชาการ สื่อมวลชน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และชุมชนต่างๆ ฯลฯ องค์กรภาคประชาสังคมเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 100 องค์กร
ดังนั้น แรงจูงใจของกลุ่มและเครือข่ายต่างๆ ที่มาเข้าร่วมจึงอาจแตกต่างกันได้ บางกลุ่มเข้าร่วมเพราะต้องการต่อต้านการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง บางกลุ่มเห็นว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถในการจัดการกับระบบเศรษฐกิจให้เจริญรุ่งเรืองได้ และบางกลุ่มต้องการให้รัฐบาลยอมรับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยไม่ถูกข่มขู่และคุกคามจากอำนาจรัฐ
เพราะฉะนั้น กปปส. จึงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ที่ประกอบด้วยคนหลายชนชั้น (ในแง่ของรายได้) และหลายกลุ่มอาชีพ พวกเขามิได้ออกมาเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่เป็นการเรียกร้องเพื่อขยายสิทธิ เสรีภาพ และพื้นที่สาธารณะในการแสดงออก ข้อเรียกร้องของพวกเขาจึงเป็นข้อเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม และจะมีผลต่ออนาคตของประชาธิปไตยในประเทศไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง
ประการที่สี่ ขบวนการเคลื่อนไหวนี้ดำเนินการต่อสู้และเรียกร้องอย่างสันติวิธี เป็นการกระทำอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ และการเคลื่อนไหวมีการแจ้งให้สาธารณะรับทราบล่วงหน้าโดยตลอด
ประการที่ห้า ขบวนการเคลื่อนไหวนี้มุ่งปลุกสำนึกความเป็นธรรมในสังคม และความรู้สึกหวงแหนในผลประโยชน์ของชาติ ผู้คนที่เข้าร่วมก็เพราะมองเห็นความไม่สุจริตจากการปฏิบัติของนักการเมืองและตำรวจ
ประการที่หก ขบวนการของประชาชนที่เคลื่อนไหวในครั้งนี้ ต้องการทวงอำนาจของพวกเขากลับคืนจากรัฐบาล มันเป็นการทวงอำนาจที่ตรงไปตรงมาและโดยสันติวิธีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การลุกขึ้นสู้ของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และการลุกฮือของประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ล้วนแล้วแต่จบลงโดยการมีผู้ปกครองคณะใหม่มารับผิดชอบประเทศไประยะหนึ่ง
แตกต่างจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่พวกเขากำลังเรียกร้องขอสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ออกแบบประเทศไทยในอนาคตด้วย
ผู้เขียนเห็นว่าหากการต่อสู้ในครั้งนี้ประสบชัยชนะ จะกลายเป็นต้นแบบของการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ สำหรับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเทียมอีกราว 100 ประเทศทั่วโลก
ประการที่เจ็ด การต่อสู้ของ กปปส. เป็นการใช้สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐ (Civil Disobedience) ซึ่งเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยที่นักปรัชญาการเมือง เช่น John Locke นำเสนอไว้ว่า อำนาจในการปกครองเป็นของประชาชน ประชาชนเพียงแต่มอบอำนาจนี้ให้รัฐบาลใช้เพื่อบริหารประเทศให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน แต่ถ้าหากรัฐบาลทรยศต่อผลประโยชน์ของประชาชน ประชาชนก็สามารถเรียกอำนาจกลับคืนได้ โดยการใช้สิทธิโค่นล้มรัฐบาลนั้น
นอกจากนี้ ในโลกทัศน์ของพุทธศาสนาในวิธีคิดของสังคมไทยตั้งแต่ครั้งอยุธยาเรื่อยมามีว่า ประชาชนมีประเพณีในการกบฏต่อผู้ปกครองที่ไม่อยู่ในธรรม การถอดถอนผู้ปกครองให้พ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการต่อต้านของประชาชนต่อผู้ปกครอง แต่ถือว่าธรรมได้ลงโทษผู้ปกครองเอง การควบคุมทางสังคมแบบนี้ไม่ได้ถูกอธิบายจากแง่มุมของกฎหมาย แต่ถูกอธิบายว่าเป็นการควบคุมของศีลธรรม
ประการสุดท้าย การต่อสู้ของ กปปส. เป็นไปเพื่อการขยายสิทธิของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พวกเขาควรมีสิทธิที่จะนำเสนอบททดลองที่อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ โดยการแสวงหารูปแบบการปกครองที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด และเป็นรูปแบบการปกครองที่อาจจะกลายเป็นนวัตกรรมทางการเมืองของไทยหรือของโลกได้ในอนาคต







