
เหตุแห่งทุกข์คืออำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย
วันนี้พวกที่เรียกตัวเองว่าคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) อ้างว่า การเข้ายึดสถานที่ต่างๆ อันเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ (ยกเว้นกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ และ กทม.) นั้นเป็น “ชัยชนะ” ของพวกเขาที่มีต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย คำประกาศชัยชนะดังกล่าวเป็นที่สงสัยกันว่า การยึดสถานที่โดยปราศจากการต่อสู้นั้น เป็น “ชัยชนะ” ของการทำสงครามหรือว่า “กปปส.” จินตนาการเอาเอง!
วันนี้พวกที่เรียกตัวเองว่าคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) อ้างว่า การเข้ายึดสถานที่ต่างๆ อันเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ (ยกเว้นกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ และ กทม.) นั้นเป็น “ชัยชนะ” ของพวกเขาที่มีต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย คำประกาศชัยชนะดังกล่าวเป็นที่สงสัยกันว่า การยึดสถานที่โดยปราศจากการต่อสู้นั้น เป็น “ชัยชนะ” ของการทำสงครามหรือว่า “กปปส.” จินตนาการเอาเอง!
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจถึงลักษณะของสงครามครั้งนี้เสียก่อนว่า
1.สงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้เป็นสงครามระหว่างใครกับใคร
2.สงครามกลางเมือง คำว่าชัยชนะอยู่ที่ตรงไหน
ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาปัญหานี้ได้ตั้งบนพื้นฐานของ “หลักวิชา” ที่ต้องให้พิจารณาปัญหาด้วย “หลักวิชา” ก็เพราะในการแก้ไขปัญหาใดๆ ในโลก ล้วนต้องแก้ไขปัญหากันบนฐานแห่งความจริงแท้ทั้งสิ้น ความจริงแท้นั่นแหละที่เอามาประยุกต์เป็นหลักวิชาในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ด้วยการ “นึกเอาเอง”
พูดง่ายๆ ก็คือเจตนารมณ์ของการทำสงครามของประชาชนกับอำนาจรัฐเผด็จการ เพื่อที่จะนำไปสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยหรือ การปกครองของประชาชนโดยประชาชน เพื่อประชาชน แต่ถูกเผด็จการอีกพวกหนึ่งฉวยโอกาสบิดเอาความต้องการของประชาชนเอาไปรับใช้ขบวนเผด็จการให้ตนนั่นเอง
แม้ว่าฝ่ายผู้นำการชุมนุมจะกล่าวอ้างว่าพวกเขากำลังจะทำ “สภาประชาชน” ซึ่งเป็น “รูป” หนึ่งของการก้าวไปสู่การปฏิวัติประชาธิปไตย ก็ตาม (คำว่า สภาประชาชน เป็นศัพท์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์นะครับ คุณสุเทพไม่รู้วิชาการเมือง จึงไปเอาคำนี้เข้ามาแบบไม่รู้ตื้นลึกหนาบางจนกลายเป็นงูพันคอตัวเองอยู่ในขณะนี้) แต่ทว่าการ สร้าง “รูป” ที่ปราศจาก “เนื้อใน” ที่ “ถูกต้อง” ก็หาใช่เป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยไม่ เพราะคำว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นต้องสมบูรณ์ทั้ง “รูปแบบ” และ “เนื้อหา” จึงจะเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง
นโยบายของผู้นำมีอะไรก็ไม่ชัด ได้แต่โจมตีตัวบุคคลซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง อ่อนอย่างนี้จะไปสู้เขา (ที่อ่อนเหมือนกัน) ได้อย่างไร
สงครามมี 2 ชนิด คือ สงครามระหว่างประเทศ และสงครามภายในประเทศ สงครามระหว่างประเทศเขายึดดินแดนได้ เข้าไปสถาปนาอำนาจรัฐเหนือดินแดนเหล่านั้นได้ก็ถือว่าเขาได้รับชัยชนะ แต่การชนะในสงครามกลางเมืองไม่ใช่เรื่องการยึดตึก ยึดอิฐ ยึดหิน ยึดสนามหญ้า ได้แล้วจะมาประกาศว่าตนได้รับชัยชนะมันก็เห่ยเกินไป เสนาธิการทหารรุ่นไหน พวกไหนเขาเป็นกุนซือให้ก็ไม่รู้
ประกาศชัยชนะแบบโกหกตัวเองยังไม่พอ ยังไปโกหกชาวบ้านแก้เกี้ยวอยู่ได้ ก็ประกาศชัยชนะไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วยังออกมาแถลงการณ์ “สู้ต่อไป” อ้าว...ชนะแล้วมาสู้ต่อมันก็แปลว่าไม่ชนะสิพี่!
ถ้าอยากจะได้ชัยชนะในสงครามกลางเมืองอย่างสันติและสง่างาม คุณต้องมีนโยบายระยะสั้นและระยะยาวมาเสนอต่อประชาชนว่าคุณจะทำอะไร คุณจะพาประชาชนที่มาร่วมเหนื่อยกับคุณและคนทั้งประเทศไปสู่สังคมชนิดไหน (ที่ดีกว่าคู่ต่อสู้ปกครองอยู่) หลังจากนั้นก็เอานโยบายที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้นั่นแหละไป “รุกทางการเมือง” ต่อฝ่ายตรงข้าม จนประชาชนเห็นด้วยและหันมาอยู่ฝ่ายคุณ เท่านี้ “อำนาจรัฐ” ก็ร่วงมาสู่มือคุณโดยไม่ต้องใช้อาวุธ
นั่นแหละจึงถือว่าเป็นชัยชนะอย่างสง่างามในสงครามกลางเมือง ไม่ใช่การหลอกเอาประชาชนมา
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย “ฝากความหวัง” ไว้กับคุณสุเทพว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยตามที่เขาหวังได้
แต่ด้วยคุณลักษณะของคุณสุเทพซึ่งดำรงชีพมาจากระบอบเผด็จการรัฐสภามาก็คงไม่มีดวงตาเห็นธรรมได้ง่ายๆ นึกจะโค่นระบอบทักษิณ คู่กรณีลูกเดียวโดยไม่มีนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการประชาธิปไตยของประชาชน คุณสุเทพย่อมไม่สามารถตอบคำถามประชาชนที่ร่วมต่อสู้กับคุณสุเทพได้
คุณสุเทพและพวกจะพาพวกเขาไปสู่สังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร เมื่อคุณสุเทพตอบโจทย์สำคัญนี้ไม่ได้ คุณสุเทพและพวกก็จะถูก “มวลชน” ที่ร่วมต่อสู้กับคุณสุเทพนั่นแหละ “เป็นโจทย์”
ยิ่งคุณ “ให้คำตอบ” ประชาชนไม่ได้ว่าสภาประชาชนนั้นเป็นสภาสุเทพหรือสภาใคร นานๆ เข้า “การเมือง” ของคุณสุเทพก็จะหมดลงไปโดยปริยาย
ผมว่าคุณสุเทพกำลังว้าเหว่ครับ ว้าเหว่ในท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก ความว้าเหว่ในท่ามกลางความไม่รู้ว่าจะพาประชาชนไปทางไหน ความไม่รู้นั่นแหละที่เป็น “อันตรายต่อตัวเอง” และ “คนรอบข้าง” อย่างที่สุด
หนทางแก้ของคุณสุเทพก็คือการแสวงหา ผู้รู้มาช่วยแก้ปัญหาให้ เพื่อคุณสุเทพจะได้มีการเมืองที่ถูกต้อง ไม่ฉะนั้นคุณสุเทพจะถูก มวลชนที่เคยสนับสนุนคุณ “โดดเดี่ยว” เอา
ภายใต้ความพยายามในการประนีประนอมระหว่างสิ่งผิดสองสิ่ง คือ เผด็จการเหลือง และเผด็จการแดง อย่างไร้เดียงสา โดยไม่แก้ไขเหตุแห่งปัญหาคือระบอบเผด็จการแล้ว ยังไงๆ ความขัดแย้งจนถึงขั้นสงครามกลางเมืองครั้งนี้และครั้งต่อๆ ไปก็ไม่มีจบ
ความขัดแย้งจะจบลงได้ก็ต่อเมื่อระบอบเผด็จ การล้มลงและเกิดการปฏิวัติประชาธิปไตยเสร็จ สิ้นตามความต้องการของประชาชนแล้วเท่านั้น
มันเป็นกฎ!
ปล. เรียนไปถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยไร้เดียงสาทางการเมืองที่ต้องใช้รัฐธรรมนูญมาแก้ปัญหาประชาธิปไตยและพวกลัทธิกระจายอำนาจการปกครองทั้งหลายที่เสนอหน้าออกมาแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองในครั้งนี้ด้วยว่า
ปัญหาชาติ คือ ปัญหาอำนาจอธิปไตย ว่าเป็นของ “คนส่วนน้อย” (เผด็จการ) หรือ “ปวงชน” (ประชาธิปไตย) ไม่ใช่ “วิธีการ เลือกตั้ง” ไม่ใช่ “รัฐธรรมนูญกู รัฐธรรมนูญมึง” หรือ “ปัญหาการกระจายอำนาจการปกครอง” แบบที่ออกแบบมาให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรืออื่นใดตามสูตรของหมอประเวศเป็นปัญหาหรอกนะครับ ทั้งโลกเขากระจายอำนาจอธิปไตยกันไม่ได้กระจายอำนาจการปกครองบ้าๆ บอๆ แบบคุณๆ
ถ้าไม่รู้เหตุแห่งปัญหาก็อย่ามาแก้ไขปัญหา เพราะจะเป็นการแก้ปัญหาแบบ “ลิงแก้แห”
พวกอวิชชาชนที่เคยเสนอแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มปัญหากันมาก่อนหยุดสร้างปัญหาได้แล้ว
อย่าเอา “อัตตวิสัย” ของพวกคุณๆ มากำหนด “ภาวะวิสัย” นอกจากฝืนกฎธรรมชาติแล้ว พวกคุณก็ยังต้อง “แบกทุกข์” ไว้หนักกว่าใครนะครับ!







