
เศรษฐกิจจะดีถ้าปฏิรูปการเมือง
ตั้งแต่ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยไม่เคยขยายตัวได้เป็นเลขสองหลักอีกเลย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ตั้งแต่ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยไม่เคยขยายตัวได้เป็นเลขสองหลักอีกเลย และติดอยู่ในวังวนของปัญหาการเมืองที่ฉุดให้เศรษฐกิจแย่ตามไปด้วย
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมา ศักยภาพของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดต่ำกว่าในสมัยที่เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสียอีก
ที่น่าเป็นห่วงก็คือ 16 ปี หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยโตย่ำอยู่กับที่ พอเริ่มจะฟื้นตัวก็จะต้องเกิดปัญหาขึ้นมาสกัดตลอดเวลา จนทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลาง
ทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าในอดีตอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้เกิดปัญหาการชุมนุมขับไล่รัฐบาลบ่อยครั้งในทุก 2-3 ปี
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจและเสียโอกาสในการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ของประเทศ
ปรากฏการณ์ขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ฉุดเศรษฐกิจให้ดิ่งลงเหวตามไปด้วย จนนักธุรกิจเริ่มจะถอดใจกับการค้าขายที่ฝืดเคือง
จากปัญหาการเมืองที่มีเหตุมาจากการกล่าวหาว่า รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการคอร์รัปชั่นสูงมากทำให้รัฐบาลไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ทำให้เกิดการรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ในปี 2549
นับตั้งแต่ทหารรัฐประหารรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีรัฐบาลชั่วคราวตั้งขึ้นมาปฏิรูปการเมืองใหม่ ประเทศไทยก็ตกอยู่ในวังวนของปัญหาการเมืองที่วุ่นวายไม่จบ
7 ปีนับจากการยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อัตราเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย ขยายตัวแต่ละปีไม่แตกต่างกันมากนัก ไม่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกต่อไป จีดีพีขยายตัวลุ่มๆ ดอนๆ
รัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นนโยบายระยะยาวได้ การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยและการประท้วงขับไล่รัฐบาล ทำให้รัฐบาลคิดแต่นโยบายประชานิยมเพื่อหวังผลการชนะเลือกตั้ง ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไร้เสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
สมาชิกของสภาอุตสาหกรรมรายหนึ่ง กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งนักธุรกิจได้บทเรียนมากที่จะระมัดระวังและบริหารความเสี่ยงให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ทำให้เอกชนไทยปรับตัวครั้งใหญ่จนทำให้ภาคเอกชนเข้มแข็ง
และเมื่อเกิดปัญหาการเมืองต่อเนื่องมา 78 ปี เอกชนไทยกลายเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยที่ภาครัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น ไม่สามารถกลับมาใช้บทบาทเป็นผู้อุ้มชูอีกต่อไป
ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ในด้านสังคมและการเมืองประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงซึ่งทำให้เกิดปัญหามากมาย เศรษฐกิจไทยมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน และความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมก็รุนแรงมากขึ้น โดยรัฐบาลไม่ได้สนใจแก้ไขอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่คนไทยมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจไทยน้อยลง เป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทยตกอยู่ในมือของคนต่างชาติมากขึ้น และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกอยู่กับคนไทยน้อยลง
แม้กระทั่งที่ดินก็ตกไปอยู่ในมือต่างชาติผ่านทางนอมินีที่ถือที่ดินแทนให้จนปัญหานี้ใกล้จะวิกฤต
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทยเปิดเผยว่า การยุบสภาของรัฐบาลมีผลทำให้เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจ ข้าราชการทำได้แต่งานประจำแต่งานในเชิงนโยบายหยุดชะงักหมด
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ตั้งแต่มีการรัฐประหารในปี 2549 ในปีนั้น จีดีพีขยายตัว 5.1% หลังจากนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ เหลือ 4.7% ในปี 2550 เหลือ 2.5% ในปี 2551 และติดลบ 2.3% ในปี 2552
หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวขึ้นมาขยายตัว 7.8% ในปี 2553 และปี 2554 เกิดมหาอุทกภัย จีดีพีโต 0.1% ในปี 2555 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 6.5% แต่ในปีนี้จีดีพีหดตัวลงมาเหลือ 3%
เห็นได้ชัดเจนว่าความไม่สงบทางการเมืองบั่นทอนเศรษฐกิจและแถมยังจะทำให้อันดับเครดิตของประเทศไทยถูกลดลงด้วย ซึ่งหากถูกลดอันดับเครดิตก็จะทำให้ต้นทุนการเงินของประเทศไทยสูงขึ้น
“สิ่งที่นักธุรกิจต้องการคือ อยากให้ปัญหาการเมืองจบลงโดยเร็ว และแก้ไขปัญหาอย่างถาวรไม่ใช่เลือกตั้งไปแล้วก็มีม็อบมาไล่ เลือกตั้งใหม่ก็มีม็อบอีกฝ่ายหนึ่งมาขับไล่วนเป็นวงจรอุบาทว์ ทางคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน จึงเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ประเทศย่ำอยู่กับที่” แหล่งข่าวเปิดเผย
ความต้องการของนักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เป็นห่วงว่าเศรษฐกิจจะทรุด เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจจะแย่เพียง 5 ปี เมื่อทุกอย่างนิ่งก็จะกลับสู่ภาวะปกติและมีโอกาสจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยซ้ำ
“ประเทศไทยผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง และทุกครั้งใช้เวลาเพียง 35 ปี เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวเพราะเศรษฐกิจขับเคลื่อนโดยเอกชนและมีความแข็งแกร่ง” แหล่งข่าวเปิดเผย
การลากปัญหามานานเกือบ 1 ทศวรรษ ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพลุ่มๆ ดอนๆ นั้น ควรจะแก้ไขได้แล้ว ยอมหยุดเพื่อแก้ไขเพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืน







