
เกลือจิ้มเกลือ ปฏิบัติการต้านมาตรา 7
ข้อเสนอทางออกทางการเมืองโดยมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ
ข้อเสนอทางออกทางการเมืองโดยมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งหลังจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เสนอแนวทางนี้ ก็มีหลายฝ่ายเห็นด้วย อาทิ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสภาทนายความ
แต่ปรากฏการณ์ที่ตามมา คือ การโต้กลับของฝ่ายคัดค้านมาตรา 7 ซึ่งถือเป็นกลุ่มในสายวิชาชีพเดียวกันกับกลุ่มที่เห็นด้วย คล้ายกับการใช้ เกลือจิ้มเกลือ เช่น กรณี 135 นักวิชาการมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึง ทปอ. ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ ทปอ. โดยอ้างว่าไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวแทนประชาคมทางวิชาการของประเทศ และไม่คำนึงถึงประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว
ล่าสุด สมาคมทนายความก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยฉุกเฉิน สุเทพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ กรณีการชุมนุมเข้าข่ายกระทำการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
ที่น่าสังเกต คือ กลุ่ม 135 อาจารย์หลายชื่อนั้นเคลื่อนไหวในกลุ่มนิติราษฎร์ และนักวิชาการสายเสื้อแดง ส่วนสมาคมทนายความ นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคม ซึ่งเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ก็เป็นทนายความของ 7 แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธาน ทปอ. กล่าวว่า กรณี 135 อาจารย์นั้น ทปอ.เป็นองค์กรที่เป็นทางการ และแถลงการณ์ของ ทปอ.ทั้ง 4 ฉบับ ถือเป็นมติเอกฉันท์ของอธิการบดีทั้ง 27 แห่ง ยืนยันว่าข้อเสนอของ ทปอ.ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นข้อเสนอแนะเพื่อหาทางออกให้ประเทศ
“อธิการบดีถูกเลือกมาจากประชาคมในมหาวิทยาลัย เวลามีปัญหาหรือวิกฤตเกิดขึ้นก็ต้องตัดสินใจ ดังนั้นจึงอาจไม่จำเป็นต้องถามทุกคน แต่ถามความเห็นส่วนใหญ่ ที่บอกว่าข้อเสนอของ ทปอ.โดยเฉพาะการเสนอตั้งรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลาง มีแนวโน้มขัดต่อหลักการและเจตจำนงของรัฐธรรมนูญนั้น ยืนยันว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย สิ่งที่ ทปอ.เสนอ คือ ถ้ายุบสภาต้องมีนายกฯ คนกลาง ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจผิดว่า ทปอ.เสนอมาตรา 7 ขอนายกฯ พระราชทาน ขอย้ำว่า ทปอ.ไม่ได้เสนอมาตรา 7” สมคิด กล่าว
สมคิด กล่าวว่า ทปอ.คงไม่หารือกับกลุ่ม 135 อาจารย์ เพราะได้พูดคุยกันไปในระดับหนึ่งแล้ว รวมถึงได้หารือกับ จาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ไปแล้ว คงดูรายละเอียดในข้อเสนอว่าจะทำอย่างไรให้การดำเนินการต่างๆ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
ด้านวงเสวนา “มาตรา 7 ทางออกวิกฤตสังคมไทย หรือไม่” ซึ่งจัดโดยสมาคมรัฐศาสตร์แห่งประเทศไทยและเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสันติ กระมล ทองธรรมชาติ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรา 7
“มาตรา 7 นอกจากจะผิดรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังไม่เห็นทางที่จะใช้ให้ได้ผล เป็นคำที่กว้างและไม่เคยมี จริงๆ แล้วนายกฯ มาตรา 7 ตั้งไม่ได้ ใครจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จึงไม่รู้ว่าจะลงเอยอย่างไร ส่วนมีการเปรียบเทียบกับหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 นั้น ครั้งนั้นไม่ใช่มาตรา 7 เป็นเรื่องพระเจ้าอยู่หัวใช้พระราชอำนาจ โดยมีประธานสภาเป็นผู้สนองราชโองการ”
ส่วนทางออก อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญเสนอให้เดินหน้าลงมติวาระ 3 การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะการยุบสภาไม่ใช่ทางออก เพราะยุบมาก็เหมือนเดิม กลับมาวงจรเดิม แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วค่อยยุบสภา
ด้าน คณิน บุญสุวรรณ นักวิชาการอิสระ เห็นว่า สิ่งที่ฝ่ายต่อต้านรอคอย คือ การประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ปี 2553 ได้ประกาศและไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ ทั้งนี้อำนาจมืดต้องการลบรัฐธรรมนูญ เพราะรู้สึกว่าหมดเขี้ยวเล็บ สร้างชนวนให้เกิดความวุ่นวาย ให้ทหารออกมาล้มรัฐธรรมนูญ ใช้รูปแบบวิธีเดิมๆ กองทัพ ศาล สื่อ อยู่ที่อำนาจมืดจะเคลื่อนไหวอย่างไร
ยุทธพร อิสรชัย คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า มาตรา 7 เป็นกลไกเพื่ออุดช่องว่างของรัฐธรรมนูญ และไม่มีบทบัญญัติที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้แล้ว มองว่ายังไม่จำเป็น ยังไม่ถึงเวลาใช้ เพราะสถาบันต่างๆ ยังขับเคลื่อนได้
“การยุบสภาอาจจะเกิดปัญหาเลือกตั้งเลือด และแนวคิดสภาประชาชนยังไม่ตอบโจทย์ เพราะคงไม่พ้นนักวิชาการ ข้าราชการประจำ และหาก นปช.อยากมีบ้างจะทำอย่างไร ทาง ออกมี 2 ส่วน เริ่มจากเจรจาพูดคุย ถ้าพูดไม่รู้เรื่องให้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นคำชี้ขาด คือ ดันมาตรา 291 ตั้ง ส.ส.ร.”
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า การอ้างใช้มาตรา 7 นั้นต้องอยู่ในภาวะบ้านเมืองมีปัญหา ถ้าถูกใช้ได้ง่ายจะกลายเป็นมาตราเด็กเล็กที่เอาแต่ใจ ส่วนทางออกประเทศต้องมีการเปิดเวที ว่าต้องการแก้ไขอย่างไร ถ้าสุเทพจริงใจ ก็มาคุยกันว่าจะทำให้มีการเลือกตั้งสุจริต หากไม่มา แสดงว่าไม่ได้เดินเกมเอง ถูกอำนาจมืดชักใย
ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ได้แถลงถึงท่าทีของ กปปส. กรณีพรรคเพื่อไทยระบุว่าหากต้องการได้นายกฯ พระราชทานต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่า พรรคเพื่อไทยต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มาตราดังกล่าวก็เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยมีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาดำเนินการ แล้วก็จะมีการนำคนที่สามารถควบคุมได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเพื่อจะได้มีการแก้ไขมาตรา 309 ล้างผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหมือนเดิม
“แนวทางที่ กปปส.เสนอไม่ได้บอกว่าต้องการนายกฯ พระราชทาน แต่ที่เสนอใช้มาตรา 3 และมาตรา 7 ก็เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้รัฐบาลและรัฐสภาปฏิเสธคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงถือว่าหมดความชอบธรรมในการใช้อำนาจตามกฎหมาย จำเป็นที่อำนาจซึ่งเป็นของปวงชนชาวไทยจะต้องกลับคืนมาเป็นของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ สภาประชาชนน่าจะเป็นทางออกหนึ่ง ไม่ได้มุ่งเป้านายกฯ พระราชทานอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยมีการนำไปตีความกัน”
ด้านพรรคเพื่อไทย โดย วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ ก็เปิดแถลงข่าวว่า สภาประชาชนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ ทางออกตามรัฐธรรมนูญมี 2 ทาง คือ ยุบสภาหรือนายกฯ ลาออก แต่ทั้งสองทางก็ไม่จบ เพราะสุเทพไม่ยอมรับ
“ทางออกที่ดีที่สุด คือ การฟังเสียงประชาชนผ่านการทำประชามติ ถามประชาชนว่าจะเอาอย่างไร จะเอาสภาประชาชนตามที่สุเทพบอก หรือจะเอาประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถหารือกับ กกต.ได้ทันทีถึงแนวทางการดำเนินการ สุเทพชอบอ้างคนทั้งประเทศ แต่มวลชนที่มากับสุเทพไม่ใช่คนส่วนใหญ่ ดังนั้นต้องถามประชาชนทั้งประเทศว่าจะเอาตามสุเทพหรือไม่”
วรชัย กล่าวอีกว่า อีกหนทางหนึ่งที่จะเป็นทางออกได้ คือ การให้รัฐสภาโหวตแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 วาระ 3 เพื่อให้มีการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ โดยก่อนการดำเนินการจะต้องจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ก่อนว่าประชาชนอยากเห็นรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร อยากให้มีสภาประชาชนตามข้อเสนอของสุเทพหรือไม่ หรือต้องการให้มีระบอบประชาธิปไตย มีระบบรัฐสภา เมื่อทำประชาพิจารณ์เสร็จสิ้นแล้ว ก็ให้ ส.ส.ร.ดำเนินการตามที่ประชาชนเห็นชอบ ต้องให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดทาง ออก ไม่เช่นนั้นจะเกิดสงครามกลางเมืองแน่นอน







