
ชีวิตหลังเกษียณ
ชีวิตคนเราเมื่อทำงานไปพักใหญ่และมีอายุมากขึ้นก็เริ่มคิดถึงวันที่จะมีความสุขหลังจากที่เกษียณ
ชีวิตคนเราเมื่อทำงานไปพักใหญ่และมีอายุมากขึ้นก็เริ่มคิดถึงวันที่จะมีความสุขหลังจากที่เกษียณจากการทำงาน มีความฝันว่าจะทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่มีเวลาในช่วงที่เราทำงานอยู่ ถ้าเก็บเงินไว้มากพอบางคนอยากท่องเที่ยวไปทั่วโลก แต่บางคนก็อาจจะอยู่บ้านเฉยๆ ปลูกต้นไม้ทำสวนไปวันๆ หรืออาจเลี้ยงดูหลานๆ ชดเชยที่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกตนเอง
เหล่านี้เป็นที่มาของคำพูดที่ว่า “ชีวิตเริ่มต้นหลังอายุหกสิบ”
เมื่อตอนผมเริ่มทำงานใหม่ๆ บริษัทห้างร้านของเอกชนส่วนใหญ่จะกำหนดอายุเกษียณจากการทำงานที่ 55 ปี เพราะยุคนั้นคนอายุยังไม่ยืนยาวเช่นปัจจุบัน ห้าสิบเศษๆ ก็อาจหมดไฟที่จะกระตือรือร้นทำงาน ยิ่งถ้าเป็นผู้ใช้แรงงาน อาจหมดกำลังวังชาก่อนนั้นเสียอีก เพิ่งมาช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมานี้เอง ที่อายุการเกษียณการทำงานเลื่อนออกไปเป็น 60 ปีบริบูรณ์
สำหรับต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้ว อายุเกษียณการทำงานมีแนวโน้มที่จะขยายออกไปเป็น 65 หรือ 70 ปีต่อไป เพราะสาเหตุสำคัญคือ ประชากรเกิดใหม่น้อยลง ไม่มีแรงงานทดแทน หรือไม่ก็เพราะขาดแคลนงบประมาณที่จะมาจ่ายบำเหน็จบำนาญ บวกกับประชากรส่วนใหญ่มักจะเกษียณอายุงานพร้อมๆ กัน และต่างก็มีอายุยืนขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomers หรือกลุ่มคลื่นมนุษย์ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่เคยกล่าวถึงไปแล้ว
ประเทศไทยเราก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนี้ในอนาคต
ระหว่างที่ผมวางแผนและวาดภาพชีวิตหลังเกษียณอยู่นั้น วันหนึ่งมีโอกาสอ่านบทความเรื่อง เวลาหน้าที่ชีวิต โดยคุณสุริยเทพ ไชยมงคล ซึ่ง “กิเลน ประลองเชิง” จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นำมาลงในวันหนึ่ง ใจความว่า วันแรก...ของการสร้างโลก พระเจ้าได้สร้างวัวขึ้นมาตัวหนึ่ง “การจะเป็นวัวนั้น เจ้าจะต้องลงนากับชาวสวน เจ้าจะต้องทำงานใต้แสงแดดตลอดวัน”
บอกภาระหน้าที่แล้ว พระเจ้าก็บอกวัวว่า “เราจะให้เจ้ามีอายุ 50 ปี”
“อะไรกัน” เจ้าวัวค้าน “ท่านจะให้ข้าใช้ชีวิตยากลำบากเช่นนี้ถึง 50 ปีเชียวหรือ เอายังงี้ ข้าขออยู่แค่ 20 ปี ที่เหลือ 30 ปี ข้าขอคืน” พระเจ้าตกลงตามคำขอของเจ้าวัว
วันที่สองพระเจ้าสร้างลิงขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วบอกหน้าที่ “เจ้าจะต้องสร้างความสุขให้ผู้คน เจ้าต้องทำให้พวกเขาหัวเราะให้ได้ เล่นตลกให้พวกเขาดู และเจ้าจะมีอายุ 20 ปี”
เจ้าลิงขอต่อรอง “อะไรกัน ข้าขอเล่นตลกหน้าผี ทำให้คนมีความสุขหัวเราะแค่ 10 ปี อีก 10 ปีที่เหลือ ข้าขอคืน”
พระเจ้าใจดี ตกลงตามเจ้าลิง วันที่สามพระเจ้าสร้างสุนัข แล้วก็มอบหมาย “เจ้าจะต้องนั่งเฝ้าประตูหน้าบ้านตัวเองตลอดทั้งวัน เวลามีคนเดินผ่านประตูเจ้าจะต้องเห่า”
เจ้าสุนัขไม่สนุกกับหน้าที่นี้ มันขอคืนอายุให้พระเจ้า 10 ปี พระเจ้าใจดีตามเคย ท่านยอมตามนั้น
สร้างวัว ลิง สุนัข ได้สามตัวแล้ว พระเจ้าก็เหงามือ เลยสร้างมนุษย์ขึ้นมาหนึ่งคน
“หน้าที่ของเจ้าคือ กิน นอน เที่ยวเล่น ไม่ต้องทำอะไรเลย ใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างเต็มที่ เราให้เจ้ามีชีวิตแบบนี้ 20 ปี”
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ มีความต้องการต่างกว่าสัตว์ มนุษย์จึงค้านพระเจ้าว่า “อะไรกัน ชีวิตที่มีแต่ความสุข กิน นอน เที่ยวเล่น ไม่ต้องทำอะไรเลยอย่างนี้ ท่านจะให้มีชีวิตแค่ 20 ปีได้อย่างไร”
มนุษย์มีข้อมูลครบ เขารู้ว่าวัวขอคืนอายุให้พระเจ้า 30 ปี ลิงคืนอายุ 10 ปี สุนัขคืนอายุ 10 ปี รวมแล้วมีอายุถูกคืน 50 ปี มนุษย์ขอให้เอาอายุเหล่านั้นมารวมให้ตัวเอง
แน่นอน พระเจ้าองค์นี้ใจนักเลง ประเภทพี่มีแต่ให้ เมื่อมนุษย์ขอ ท่านก็ให้
ด้วยเหตุทั้งหลายทั้งปวง ที่กล่าวมานี้ มนุษย์จึงมีอายุถึง 70 ปี และนี่คือสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีช่วงเวลาหน้าที่ต่างกัน 20 ปีแรก เอาแต่กิน นอน เที่ยวเล่น มีความสุขสนุกเต็มที่ โดยไม่ต้องทำงานอะไรเลย
อีก 30 ปีต่อมา มนุษย์ก็ต้องตรากตรำทำงานเหมือนวัว หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
10 ปีต่อจากนั้น มนุษย์ก็ต้องทำหน้าตลกเหมือนลิง เล่นกับลูกหลาน ทำให้ลูกหลานมีความสุข และ 10 ปีสุดท้าย เมื่ออายุย่างเข้า 60 ปีขึ้นไป มนุษย์ต้องนั่งจับเจ่าอยู่กับบ้าน เหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน มีหน้าที่เห่า
เรื่องนี้เผอิญช่างสอดคล้องกับภาระหน้าที่ส่วนหนึ่งของผมหลังเกษียณเสียจริงๆ นั่นคือหลังเกษียณได้มาทำหน้าที่รณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีบทบาทเป็นหัวหน้าโครงการ “หมาเฝ้าบ้าน” ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในข้างหน้า
ผมวางแผนและวาดภาพไว้ว่าหลังเกษียณจะผสมผสานความต้องการที่จะมีเวลาสำหรับครอบครัวมากขึ้น มีเวลาให้กับภาคธุรกิจและสังคมพอควร เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่มีมายาวนาน ให้เวลากับงานสังคมสงเคราะห์และการศึกษาผ่านมูลนิธิที่คุ้นเคย และสถานการศึกษาที่มีส่วนร่วมอยู่แล้ว ตามความคิดที่ว่า ใช้ชีวิตที่เหลือตามที่ใจรักและรักชีวิตที่เราเลือก
โดยรวมๆ แล้ว ความเป็นจริงกับแผนงานที่วางไว้ใกล้เคียงกันพอควร มีบางช่วงของจังหวะเวลาที่ภาวะและสถานการณ์ และความเกรงใจ ทำให้มีภารกิจล้นตัวเกินความพอดี เพื่อนๆ บอกว่าสมน้ำหน้าที่โง่แล้วยังขยัน
ชีวิตประจำวันหลักๆ คือเข้านอนหัวค่ำประมาณสี่ทุ่ม และตื่นเช้าตอนตีห้า หลังตื่นนอนออกกำลังกายด้วยการวิดพื้น ลุกนั่ง และยืดเส้นยืดสาย ต่างๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมง พร้อมทั้งฟังข่าวต่างประเทศทางทีวี เสร็จแล้วอาบน้ำไปทานอาหารเช้า ภรรยามักบ่นว่าตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาไม่เคยได้นอนตื่นสาย คำตอบมาตรฐานของผมคือเมื่อถึงเวลาแล้วรับรองว่าจะให้นอนตลอดไป และไม่ต้องตื่นเลยไม่ว่าจะเช้าหรือสาย เธอบ่นไปอย่างนั้นเอง แต่ความจริงเป็นความสุขที่ได้ตื่นขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าให้ผม แม่ครัวมีหน้าที่เตรียมวัตถุดิบไว้เท่านั้น การปรุงส่วนผสมสำคัญๆ ของอาหารเช้าคุณเพ็ญพรรณจัดการเอง เพื่อให้แน่ใจในความสะอาดและสุขอนามัย
เธอบอกว่าสามีที่แก่แล้วหมดพิษภัยต้องเลี้ยงดูไว้ให้ดี
ผมชอบเวลาช่วงเช้ามากที่สุด เพราะได้นั่งดื่มกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ และฟังเสียงนกร้องตามต้นไม้ในสวนสบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนสมัยทำงานที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ไก่โห่ทุกวัน ที่บ้านปลูกไม้ผลไว้หลายชนิด เช่น มะม่วง ชมพู่ น้อยหน่า กล้วย มะยม และต้นหมาก ซึ่งมีลูกดก ผลไม้เหล่านี้มีไว้เลี้ยงนกและกระรอกมากกว่า เจ้าของไม่ค่อยได้กิน
ภารกิจที่เกี่ยวกับงานหรือนัดหมายต่างๆ พยายามกำหนดให้อยู่ระหว่างเก้าโมงเช้าถึงบ่ายสามโมง หลังจากนั้นเป็นเวลาที่จะเล่นกีฬาหรือเข้าห้องฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายประจำวัน เย็นๆ ถ้ามีงานก็ไปสนุกสนานพอควร กลับบ้านมีเวลาอ่านหนังสือหรือฟังข่าวทั่วๆ ไปก่อนถึงเวลานอน
ความแตกต่างที่สำคัญของการใช้ชีวิตก่อนและหลังเกษียณคือ เรากำหนดเวลาและเลือกทำในสิ่งที่ต้องการทำได้ ทำในสิ่งที่เราชอบ และชอบในสิ่งที่เราทำ ความเครียดน้อยกว่าตอนทำงานมาก (ยกเว้นความเครียดที่เกิดจากต้องอยู่ใกล้ชิดภรรยามากขึ้น) อานิสงส์อย่างหนึ่งของการที่ยังทำงานบ้างหลังเกษียณคือ มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ สามารถใช้โอกาสที่ไปทำธุรกิจผนวกกับการท่องเที่ยวได้
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







