
การฑูตกับการก่อการร้ายในไทย
....สุเทพ กล่ำทวี
ดูจะเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายและน่าประหลาดใจเสียเหลือเกินเมื่อภาพของ บรรดาผู้แทนจากต่างประเทศหลายประเทศเข้าประชุมแบบไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนักกับบรรดาแกนนำเสื้อแดงบริเวณแยกราชประสงค์ ซึ่งตามข่าวที่ออกมาเป็นการประชุมเพื่อหารือเรื่องสถานการณ์การประท้วงและความพยายามหาข้อยุติจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มเสื้อแดงกับรัฐบาลไทย
ถ้าไม่คิดอะไรมากก็จะดูเหมือนว่าภาพที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่น่าจะมีอะไร แต่ถ้าในมุมมองตามระเบียบปฏิบัติทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว จะเห็นว่าการประชุมกันระหว่างบรรดาผู้แทนจากต่างประเทศกับแกนนำเสื้อแดงมีนัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยโดยตรง ซึ่งน่าเสียดายที่มีหนังสือพิมพ์เพียงไม่กี่ฉบับในเมืองไทยที่นำเอาข่าวดังกล่าวมาตีพิมพ์ แต่ก็ไม่ได้มีการวิเคราะห์เจาะลึกหรือให้ข้อมูลเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแก่ผู้อ่านอะไรมากนัก
ที่บอกว่ามีนัยทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้เขียนมองว่าการที่รัฐบาลไทยโดยนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศไปก่อนหน้านั้นแล้วว่าแกนนำเสื้อแดง บรรดากลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดง รวมทั้งกองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง ได้กระทำการในลักษณะของการก่อการร้ายดังเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ถึงกับมีการใช้คำพูดแทนแกนนำเสื้อแดงและกลุ่มกองกำลังติดอาวุธว่าเป็น
“ผู้ก่อการร้าย”คำถามแรกมีอยู่ว่า
“บรรดาผู้แทนต่างประเทศที่เข้าร่วมหารือกับแกนนำเสื้อแดงที่ได้กระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศไทยไปแล้วนั้น ไม่ทราบเลยหรือว่าพวกเขากำลังหารืออยู่กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายที่รัฐบาลไทยกำลังต้องการตัวมาลงโทษตามกระบวนการกฎหมายด้านความมั่นคงของไทย”คำถามที่สองตามมาว่า
“บรรดาผู้แทนต่างประเทศที่เข้าร่วมหารือกับแกนนำเสื้อแดงไม่ทราบเลยหรือว่าไม่เคยมีประเทศประชาธิปไตยประเทศไหนในโลกที่ยอมส่งตัวแทนเข้าหารือและเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างเปิดเผย และมีสื่อมวลชนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย”คำถามที่สาม
“บรรดาผู้แทนต่างประเทศที่เข้าร่วมหารือกับแกนนำเสื้อแดง เข้าไปหารือหรือประชุมกับแกนนำเสื้อแดงในฐานะอะไร ได้รับการรับรองหรือได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลไทยหรือไม่ มีการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่รัฐบาลไทยได้รับทราบก่อนหน้านั้นหรือเปล่า ถ้าการกระทำดังกล่าวรัฐบาลไทยไม่ทราบเรื่องเลย การตีความทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควรจะเป็นอย่างไร และควรจะได้รับผลตอบแทนทางการทูตอย่างไร”คำถามที่สี่
“ช่วงที่มีการประชุมหารือระหว่างผู้แทนต่างประเทศกับแกนนำเสื้อแดง ถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นโดยไม่คาดคิดและเกิดการเสียชีวิตของบรรดาผู้แทนต่างประเทศเหล่านั้นใครจะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลไทยหรือรัฐบาลของบรรดาผู้แทนต่างชาติเอง”คำถามที่ห้า
“จากสี่คำถามที่กล่าวมา สุดท้ายแล้วรัฐบาลไทยจะว่าอย่างไร กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการอะไรไปบ้างเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ หรือจะถือว่าไม่มีความสำคัญอะไรและก็ไม่ต้องดำเนินการใดๆ เพื่อรักษาเกียรติภูมิและอธิปไตยของประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยท่านก็เคยเป็นอดีตเอกอัครราชทูตในหลายประเทศมาก่อนท่านจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า การกระทำหรือดำเนินการใดๆ ของบรรดาผู้แทนต่างประเทศหรือนักการทูตต่างประเทศที่มาประจำการอยู่ในประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติทางการทูต รวมทั้งตามอนุสัญญาหรือสนธิสัญญาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งประเพณีปฏิบัติระหว่างรัฐต่อรัฐตามหลักปฏิบัติสากล
การกระทำการใดๆ โดยผู้แทนต่างชาติที่ถือได้ว่าเป็นหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกิจการภายในหรือเป็นการไม่ให้เกียรติต่อรัฐบาลไทย รัฐบาลไทยในฐานะเจ้าของประเทศควรจะต้องมีการดำเนินการตักเตือนหรือชี้แจงให้ผู้แทนต่างชาติได้รับทราบเพื่อเกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันและให้ยึดหลักการปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยถือเป็นรัฐๆ หนึ่งที่มีสิทธิและอำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไม่ยอมให้มีการดูหมิ่นเกียรติภูมิแห่งความเป็นชาติหรือยอมให้เกิดการล่วงละเมิดอธิปไตยโดยบรรดาต่างชาติใดๆ อย่างเด็ดขาด
เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองภายในของไทยขณะนี้ก็ต้องว่าการไปตามกระบวนการและขั้นตอน ซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลและบรรดาผู้ที่มีอำนาจในรัฐบาล แต่ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลก็จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยและควรจะต้องแสดงออกถึงความเป็นรัฐเอกราชที่มีจุดยืนและความมั่นคงในอธิปไตยของตนเองอย่างแน่วแน่
จากเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบัน บรรดาหลายชาติทั่วโลกเริ่มออกมาตำหนิความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐบาลไทยกันแล้ว ถ้ารัฐบาลยังถือเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเล็กน้อยก็อาจจะต้องระวังผลกระทบด้านความเชื่อมั่นที่ตามมาในด้านการบังคับใช้กฎหมายในภาคเศรษฐกิจและการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ
สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องคำนึงถึงอย่างหนักได้แก่ การเร่งรีบดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดทุกคนให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเห็นอย่างชัดเจนเพื่อความมั่นใจ และในขณะเดียวกันอย่าปล่อยให้ผู้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองฉวยโอกาสจากสถานการณ์ ทำให้เกียรติภูมิทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยต้องสั่นคลอนลงไปด้วย...







