
สื่อนอกอะเมซิ่งม็อบไทยไม่กระทบท่องเที่ยว
ไม่ใช่ภาพที่เจริญตาแน่นอนเมื่อสถานที่สำคัญทางราชการของประเทศเจอคลื่นมวลชนของผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่ผู้นำประเทศบุกยึดจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ไม่ใช่ภาพที่เจริญตาแน่นอนเมื่อสถานที่สำคัญทางราชการของประเทศเจอคลื่นมวลชนของผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่ผู้นำประเทศบุกยึดจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ และบางแห่งหนักข้อถึงขั้นโดนตัดน้ำตัดไฟ ขณะที่การชุมนุมประท้วงตามท้องถนนก็ยังคงมีการเคลื่อนขบวนออกมาอย่างต่อเนื่อง
กระนั้น เมื่อความขัดแย้งถือเป็นหนึ่งในประเด็นข่าวห้ามพลาด สถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในไทยเพื่อล้มล้างระบอบทักษิณ และเรียกร้องให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่งบริหารปกครองประเทศ จึงกลายเป็นภาพและข่าวเด่นแผ่หราที่สื่อต่างชาติทุกสำนักตามเกาะติดอย่างเหนียวแน่น
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า สำหรับประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลัก ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 7.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ความรุนแรงที่เกิดขึ้นย่อมไม่ส่งผลดีแน่นอน ยืนยันได้จากรายงานล่าสุดของหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ ที่ระบุว่า แพ็กเกจทัวร์ฮ่องกงบริษัทนำเที่ยวชั้นนำของเกาะฮ่องกงจัดการยกเลิกแผนทัวร์เที่ยวไทยจนถึงวันที่ 20 ธ.ค. โดยหยุนชุนหนิง ที่ปรึกษาของบริษัททัวร์แห่งนี้ยอมรับว่า ตัดสินใจยุติชั่วคราวหลังมีลูกค้าหลายรายโทรศัพท์มาขอยกเลิกตั๋วที่ซื้อไว้ โดยรวมทัวร์ที่จะเดินทางมายังภูเก็ตด้วย
ยังไม่นับรวมกรณีประกาศเตือนจากประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ ที่เตือนพลเรือนให้ระมัดระวังในการเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวของไทยดูจะยังคงความขลังอะเมซิ่งไว้ได้ เพราะแม้เหตุการณ์จะไม่เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยว แต่นอกจากรายงานจากฮ่องกงแล้ว ดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวต่างชาติประเทศอื่นๆ ยังคงเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เห็นว่าการประท้วงเกิดขึ้นในบางพื้นที่เท่านั้น ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ อย่างวัดวาอาราม หรือห้างสรรพสินค้าก็ยังคงเที่ยวได้ตามปกติ
เว็บไซต์ข่าวไทเป ไทมส์ แห่งไต้หวัน รายงานพาดหัวชัดเจนว่าการประท้วงในไทยไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางมาเที่ยวไทยของชาวไต้หวันแต่อย่างใด โดยบรรดาบริษัทนำเที่ยวสัญชาติไต้หวันยืนยันว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไต้หวันที่มาเยือนไทยไม่ได้ลดลง ซึ่งสุ่ยเคื่อยเฉิน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท กลอเรีย เจเนอรัล ทราเวล เซอร์วิส กล่าวว่า เท่าที่เฝ้าดูสถานการณ์ประท้วงไทยจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีรายงานการยกเลิกทัวร์เที่ยวไทยของบริษัทไต้หวัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจุดหมายปลายทางของชาวไต้หวันคือพัทยาและภูเก็ต ไม่ใช่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประท้วง
รายงานจากไทเป ไทมส์ ข้างต้นสอดคล้องกับรายงานของนิวลีย์ เพอร์เนลล์ ในเว็บไซต์ควอทซ์ดอทคอมที่ระบุอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยคือ สุดยอดอะเมซิ่งด้านการท่องเที่ยว เพราะไม่ว่าจะโดนรัฐประหาร น้ำท่วมถล่ม หรือประท้วงปิดกรุง นักท่องเที่ยวต่างชาติก็หาได้ใส่ใจ แถมยังตั้งหน้าตั้งตาเข้ามาเที่ยวเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง
เพอร์เนลล์รายงานว่า นักท่องเที่ยวไม่เพียงเข้ามาเที่ยวไทยเหมือนเดิมเท่านั้น จำนวนที่เข้ามายังเพิ่มขึ้นจนน่าอัศจรรย์ใจ โดยข้อมูลจากดัชนีเมืองจุดหมายปลายทางโลก (โกลบอล เดสติเนชั่น ซิตี้ อินเด็กซ์) ปีนี้ กรุงเทพฯ สามารถเอาชนะกรุงลอนดอนเป็นเมืองอันดับหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวสูงสุด พร้อมกับการคาดการณ์ว่าจะมีชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเฉพาะเมืองหลวงไทยสูงถึง 15.98 ล้านคน แต่ถ้ารวมทั้งประเทศแล้วจนถึงขณะนี้ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเวียนแล้ว 21 ล้านคน
รายงานของเพอร์เนลล์อธิบายว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติก็คือ 1) ค่าครองชีพที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับที่อื่น 2) มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายทั้งภูเขาและทะเล ซึ่งล้วนไม่มีม็อบกล้ำกราย และ 3) การสื่อสารข้อมูลข่าวสารของทางการไทยที่เริ่มรู้งานและชำนาญการมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดจนเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า ไทยยังมีที่ให้เที่ยวได้ไม่อันตราย
ทั้งนี้ นอกจากการท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่เสื่อมเสน่ห์แล้ว ผู้สื่อข่าวต่างชาติอีกส่วนหนึ่งยังยกให้การชุมนุมของไทยเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าอัศจรรย์ไม่น้อย โดยเคลลี แม็คนามารา ผู้สื่อข่าวภาคสนามสำนักข่าวเอเอฟพีหยิบยกประเด็นเบาๆ เกี่ยวกับบรรยากาศการประท้วงโค่นล้มระบอบทักษิณของประเทศไทยในขณะนี้ว่า เป็นการชุมนุมที่ไม่น่าจะพบเห็นได้ที่ไหนอีกแล้วบนโลกใบนี้
เหตุผลเพราะท่ามกลางการเรียกร้องให้รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำประเทศอย่างเร่าร้อน ความเป็นอยู่ของเหล่าผู้คนที่เข้ามาร่วมชุมนุมกลับดูประหนึ่งเหมือนอยู่ท่ามกลางงานเทศกาลรื่นเริงอย่างงานคาร์นิวัล
แม็กนามารา รายงานว่า เมื่อเดินอยู่ท่ามกลางสถานที่ชุมนุมประท้วง เช่น ที่กระทรวงการคลัง ภาพที่จะได้เห็นคือทิวแถวของเต็นท์ผ้าใบขนาบด้วยราวตากเสื้อผ้า ขณะที่กลิ่นหอมของอาหารโชยมาพร้อมกับเสียงนกหวีดกรีดร้องสดใส ซึ่งถือเป็นสไตล์เฉพาะของการเมืองไทยอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ นอกจากเอเอฟพีแล้วสื่อต่างชาติอื่นๆ เช่น อัลจาซีรา วอชิงตัน โพสต์ วอลสตรีท เจอร์นัล บลูมเบิร์ก สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น บีบีซี และเอบีซี เป็นต้น ต่างตามติดรายงานข่าวการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่อีกระลอกของไทยเช่นเดียวกัน
แม้ประเด็นความสนใจในการรายงานข่าวของสื่อข้างต้นจะอยู่ที่การเดินหน้าขยายพื้นที่ยึดสถานที่สำคัญทางราชการของรัฐบาลให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งล่าสุดลุกลามไปถึงการยึดศาลากลางจังหวัดตามหัวเมืองในจังหวัดต่างๆ ทั่วไทย แต่กระนั้นสิ่งที่สอดแทรกในรายงานข่าวเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันคือ บรรยากาศในการประท้วงที่มีทั้งช่วงเวลาดุเดือดและช่วงเวลาสนุกสนานผ่อนคลาย เช่น ดูคอนเสิร์ต นอนเอนหลัง หรือเข้าแถวรับอาหารฟรี เป็นต้น
ขณะที่ ริคาร์โด เอลส์แวร์ แสดงความเห็นต่อท้ายรายงานข่าวการประท้วงไทยของเว็บไซต์สถานีโทรทัศน์อัลจาซีราว่า ในฐานะที่เคยอยู่ประเทศไทยมาระยะเวลาหนึ่งและเผชิญหน้ากับการประท้วงหลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ยอมรับก็คือการที่คนไทยค่อนข้างมีน้ำอดน้ำทนพอสมควร และดูเหมือนว่าคนไทยส่วนใหญ่ในตอนนี้มีภูมิต้านทานการประท้วงมากขึ้น กระนั้นสิ่งที่คนไทยอาจจำเป็นต้องเรียนรู้ให้ได้คือ การรู้จักทำงานร่วมกันและเคารพในการตัดสินใจของผู้อื่นเป็นสำคัญ
ด้านหน้าแสดงความเห็นของหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ได้เผยแพร่บทความของนักอ่านต่างชาติคนหนึ่งที่เขียนว่า ท้ายที่สุดแล้ว ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นการสร้างสะพานสานสัมพันธ์ของคนไทยที่ต่างฝ่ายต่างกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอาชนะอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ บทบรรณาธิการของกัลฟ์ นิวส์ ในดูไบ สรุปปิดท้ายด้วยความวิตกว่า การประท้วงครั้งนี้ของไทยอาจเปิดทางให้ฝ่ายทหารเข้ามาแทรกแซงด้วยการรัฐประหารอีกระลอก เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่เมื่อใดก็ตามที่การเมืองวิกฤตถึงขีดสุด เมื่อนั้นทหารคือผู้ที่เข้ามายุติแทบจะทุกครั้งไป
ดังนั้น หากการประท้วงยังคงยืดเยื้อความเป็นไปได้ที่ทหารจะก้าวเข้ามาย่อมมีมากขึ้น และเมื่อนั้นประเทศไทยอาจมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ต่างชาติได้อะเมซิ่งอีก







