
ตามล่าแท็กซี่โจรภัยสาธารณะ
นับเป็นโชคดีของ ทิพวรรณ แก้วหลอดหัน แม่บ้านวัย 46 ปี แม้เธอจะถูกแท็กซี่โจรลั่นกระสุนใส่ หวังปลิดชีพเพื่อรูดทรัพย์สินขณะนั่งอยู่ในรถ
นับเป็นโชคดีของ ทิพวรรณ แก้วหลอดหัน แม่บ้านวัย 46 ปี แม้เธอจะถูกแท็กซี่โจรลั่นกระสุนใส่ หวังปลิดชีพเพื่อรูดทรัพย์สินขณะนั่งอยู่ในรถ
โดย...วัลยศ งามขำ
นับเป็นโชคดีของ ทิพวรรณ แก้วหลอดหัน แม่บ้านวัย 46 ปี แม้เธอจะถูกแท็กซี่โจรลั่นกระสุนใส่ หวังปลิดชีพเพื่อรูดทรัพย์สินขณะนั่งอยู่ในรถ แต่เธอยังครองสติตัดสินใจแกล้งตาย และยังแอบจำทะเบียนรถแท็กซี่เดนนรกคันนี้ไว้ได้
นั่นถือเป็นกุญแจดอกแรกที่ยื่นให้กับตำรวจใช้เป็นข้อมูลด่านแรกนำไปสู่การเปิดประตูไล่ล่าอาชญากรหลังพวงมาลัยอย่างร้อนรน ก่อนจะมีเหยื่อรายอื่นเกิดขึ้นอีก พลันที่กวักมือเรียกแท็กซี่คันนี้เพื่อใช้เป็นพาหนะสู่ที่หมายปลายทาง
“ผมคิดว่าเป็นโชคดีที่คนเจ็บแกล้งตายจนคนร้ายตายใจ และจำเลขทะเบียนของรถแท็กซี่ไว้ได้บ้าง มันเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้แกะรอยไปถึงคนร้ายได้ไวขึ้น ถ้าผู้โดยสารจำทะเบียนรถไม่ได้ ตำรวจต้องเหนื่อยและต้องควานหาเบาะแสอีกเยอะ” พล.ต.ต.ธัชชัย หงษ์ทอง ผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1(ผบก.ศสส.ภ.1) บอกถึงกุญแจสำคัญของคดีนี้ ก่อนจะขยายสู่เรื่องราวการสืบสวนที่เขาใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ในการลากคอโจรในคราบโชเฟอร์แท็กซี่มาเข้าซังเต
ฟ้ายังไม่สว่างมากนักของเช้าวันที่ 15 เม.ย. พล.ต.ต.ธัชชัย ได้รับโทรศัพท์สายตรงจาก พล.ต.ท.กฤษฎาพันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) สิ้นเสียงสั่งการเพียงสั้นๆ เขารู้ว่างานสำคัญเข้ามาแล้ว และต้องรีบคลี่คลายให้เร็วที่สุด
ขณะเดียวกันเขากดโทรศัพท์ไปยัง พ.ต.อ.ชยานนท์ มีสติ ผกก.1 ศสส.ภ.1 และ พ.ต.ท.อรรชวศิษฐ์ศรีบุญยมานนท์ สว.กก.1 ศสส.ภ.1 ให้เดินทางไปยังโรงพยาบาลศูนย์จังหวัดนครปฐม เพราะที่นั่นมีเหยื่อกระสุนรอให้เบาะแสด้วยเสียงหายใจที่รวยริน
ทันทีที่เดินทางไปถึงชุดสืบสวนพบว่า ทิพวรรณ เหยื่อรายนี้ถูกยิงรวม 2 นัด กระสุนเข้าที่หน้าท้องและต้นแขน แต่เธอยังพอให้การได้ขณะรอเข้าห้องผ่าตัด ข้อมูลที่เธอให้นั้นปะติดปะต่อได้ว่า เวลาประมาณตี 4 ของวันเดียวกันได้เรียกรถแท็กซี่จากสถานีขนส่งหมอชิตให้ไปส่งบริเวณวงแหวนอุตสาหกรรมย่านพระราม 3
ระหว่างที่รถกำลังวิ่งอยู่บนทางด่วนบางโคล่ โชเฟอร์ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ 2 นัด ก่อนที่เธอจะแกล้งเสียชีวิต คนร้ายจึงนำเธอมาทิ้งไว้ที่บริเวณหมู่บ้านธนกิจ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ก่อนจะปลดสร้อยทองและเงินสดหลบหนีไป และเมื่อปลอดภัยแล้วเธอได้คลานออกมากลางถนน พลเมืองดีมาพบจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล
ก่อนที่เตียงเธอจะถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด เบาะแสสำคัญหลุดออกมาจากปากย้ำว่า “แท็กซี่คันนั้นสีชมพู หมายเลขทะเบียน ทวบ 5877 กทม.” ชุดสืบสวนทั้งหมดนำข้อมูลกลับมากองรวมกัน เพื่อให้ พล.ต.ต.ธัชชัย แบ่งงาน
ชุดสืบสวนชุดแรกได้ติดต่อหาภาพวงจรปิดจากหน้าหมู่บ้านจุดที่คนร้ายทิ้งคนเจ็บ ซึ่งก็เข้าเป้าเพราะกล้องสามารถเก็บภาพรถแท็กซี่คันหนึ่งไว้ได้ในช่วงเวลาก่อน 7 โมงเช้าเพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถบอกสีของรถ และหมายเลขทะเบียนได้ เบาะแสแรกนี้จึงไม่เกิดประโยชน์มากนัก
ชุดสืบสวนอีกชุด พล.ต.ต.ธัชชัย ควบคุมด้วยตัวเอง เริ่มแกะรอยจากหมายเลขทะเบียน แต่ก็ไม่ใช่เรียบง่ายอย่างที่คาดคิดไว้ เนื่องจากข้อมูลที่คนเจ็บให้มานั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไหร่นัก เนื่องจากหมายเลขทะเบียนรถแท็กซี่จะมีหมวดอักษรเพียง 2 ตัว แต่คนเจ็บกลับบอก 3 ตัว
การวิเคราะห์ตัวอักษรจึงเกิดขึ้น เขาจับแยกออกเป็นหมวดอักษรสองกลุ่ม คือ ทว 5877 กับ ทบ 5877
เพราะเชื่อว่าคนเจ็บอาจจะสับสนขณะจดจำหรือให้ข้อมูลผิด ก่อนพบว่าหมายเลขทะเบียนทั้งสองชุดเป็นรถแท็กซี่สีชมพูทั้งคู่
ผู้การฯ ธัชชัย เคาะโต๊ะตัดสินที่จะเลือกตรวจสอบแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทว 5877 ก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าคันนี้เป็นแท็กซี่สีชมพูล้วน ส่วนอีกคันนั้นเป็นชมพูคาดขาว เมื่อลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลเบื้องต้นพบว่า แท็กซี่คันนี้เป็นของสหกรณ์สหมิตรแท็กซี่ ติดไฟแนนซ์อยู่ที่ บริษัท ยูไนเต็ด ริซซิ่ง
เมื่อจะตรวจสอบข้อมูลต่อไปกลับเจออุปสรรคใหญ่ขวางอยู่ เพราะทั้งสองบริษัทปิดทำการ เนื่องจากเป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่ความพยายามของชุดสืบสวนไม่หยุดแค่นั้น
ผู้การฯ ธัชชัย สั่งการให้สารวัตรอรรชวศิษฐ์ควงลูกน้องหลายคนตัดสินใจลงพื้นที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบอู่แท็กซี่ที่มีอยู่จำนวนมากย่านบรรทัดทองและรองเมือง พบว่าอู่แท็กซี่สีชมพูมีจำนวนมากยากที่จะควานหา
ขณะที่การทำงานกำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดพักรุ่งเช้าวันที่ 16 เม.ย. เปิดทำงานวันแรกของเอกชนชุดสืบสวนก็ตัดสินใจนำข้อมูลเข้าตรวจสอบกับศูนย์วิทยุแท็กซี่แห่งหนึ่ง และในที่สุดก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของข้อมูลที่ไหลออกมา
ศูนย์วิทยุตรวจสอบแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทว 5877 พบว่าแท็กซี่คันนี้ได้ติดต่อเข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 เม.ย. และยังมีหลักฐานการเรียกเก็บค่าบริการวิทยุจากสหกรณ์สหมิตรแท็กซี่ ชุดสืบสวนจึงเข้าตรวจสอบที่สหกรณ์แท็กซี่สหมิตรทันที แต่จากข้อมูล|ก็พบเพียงว่ามีรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียนนี้มาขึ้นบัญชีที่สหกรณ์แห่งนี้จริง แต่เป็นแท็กซี่ที่เป็นของอู่รถแท็กซี่แห่งหนึ่งที่ย่านโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ ถนนประชาราช
ชุดสืบสวนรู้ดีว่าคนร้ายใกล้จนมุมแล้ว ผู้การฯธัชชัย สั่งการให้ชุดสืบสวนเข้าชนกับอู่แท็กซี่แห่งนั้นทันที ไม่นานนักก็รู้ทันทีว่าโชเฟอร์ต้องสงสัยรายนี้คือ มานพ ขุมมา วัย 36 ปี ชาว อ.เมือง จ.นนทบุรี
ชุดสืบสวนยังพบว่า รถแท็กซี่ต้องสงสัยนั้นจอดแน่นิ่งอยู่ในอู่ จึงขอตรวจสอบก็พบทีเด็ด พรมด้านหลังรถยังคงมีร่องรอยฟ้องว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากล คราบเลือดบางส่วนล้างออกไม่หมด
ชุดสืบสวนแน่ใจว่าเดินมาถูกทาง จึงสอบปากคำเจ้าของอู่เบื้องต้นทราบว่า มานพเอารถแท็กซี่มาคืนแบบมีพิรุธในช่วงเวลาราว 11.00 น. ของวันที่ 15 เม.ย. ทั้งที่จริงแล้วต้องนำรถมาคืนช่วงเวลา 14.00 น. ถึงตอนนี้ชุดสืบสวนมั่นใจว่าจะคว้าตัวคนร้ายได้แน่เพราะเชื่อว่ามันยังไม่รู้ตัว
แต่แล้วก็ต้องพลาดหวังอย่างแรง เมื่อเจ้าของอู่กลับทะเล่อทะล่าแอบโทรศัพท์หาผู้ต้องสงสัยเพื่อตามตัวมาให้ เนื่องจากเกรงว่าอู่จะเดือดร้อน ชุดสืบสวนจึงรีบผละออกจากอู่รถแห่งนั้นทันที เพราะเมื่อโทรศัพท์กลับไปหามานพอีกครั้ง เขาได้ปิดโทรศัพท์มือถือไปแล้ว นั่นคือสิ่งบอกเหตุ “มันกำลังหนี”
ผู้การฯ ธัชชัย สั่งการให้ผู้กำกับชยานนท์และสารวัตรอรรชวศิษฐ์ไปดักรอที่บ้านพักย่านห้วยขวางทันที แต่พบเพียงภรรยาและลูก จึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้ร่วมมือกับตำรวจ แต่ไม่เป็นผล เธอรู้ตัวแล้วและพยายามปกปิดข้อมูลจากตำรวจทุกอย่าง
ในที่สุดก็ถึงจุดจบ เมื่อมานพตามข้อมูลการสืบสวนนั้นพบว่าเป็นคนรักลูกเมียมาก ได้ใช้โทรศัพท์ลึกลับโทร.เข้ามาหาเมียนัดหมายให้ไปพบที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาลาดพร้าว เพื่อหลบหนี และนั่นก็คือจุดจบ เขาถูกจับกุมได้พร้อมข้อหาฉกรรจ์หลายข้อหา
มานพ รับสารภาพว่า ก่อเหตุจริงเพียงเพราะต้องการเงิน โดยใช้ปืนปากกาขนาด .38 ที่ซื้อมาจากเด็กเทคนิคราคา 2,500 บาท ลงมือยิงเหยื่อ 2 นัดโดยเอี้ยวตัวไปด้านซ้าย และลั่นกระสุนนัดแรกเข้าหน้าท้องของเหยื่อ ก่อนที่จะบรรจุกระสุนอีกลูกและยิงเข้าไปอีกครั้งจนคิดว่าเหยื่อตายแล้ว จึงนำร่างไปทิ้งริมทาง
ผู้การฯ ธัชชัย ไม่เชื่อตามที่คนร้ายสารภาพว่ามันทำเป็นครั้งแรก แต่เชื่อว่าน่าจะก่อเหตุในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว เนื่องจากมีลักษณะการลงมือที่อุกอาจนำร่างของเหยื่อติดรถมาทิ้งในที่ห่างจากที่ลงมือยิงไกลกว่า 20 กิโลเมตร หากเป็นคนที่ทำครั้งแรกไม่น่าจะต้องนำร่างติดรถไว้นาน จึงได้สั่งให้ตรวจสอบขยายผลไปยังคดีต่างๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องทันที
อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูฝีมือตำรวจไทยว่าจะสืบสวนเชื่อมโยงไปยังคดีอื่นๆ ได้อีกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ตำรวจไทยก็ได้แสดงฝีไม้ลายมือให้เป็นที่ประจักษ์ไม่ได้เป็นตำรวจมะเขือเทศ มะเขือเผาอย่างที่ถูกกล่าวหา !!!







