posttoday
ตามล่าแท็กซี่โจรภัยสาธารณะ

ตามล่าแท็กซี่โจรภัยสาธารณะ

03 พฤษภาคม 2553

นับเป็นโชคดีของ ทิพวรรณ แก้วหลอดหัน แม่บ้านวัย 46 ปี แม้เธอจะถูกแท็กซี่โจรลั่นกระสุนใส่ หวังปลิดชีพเพื่อรูดทรัพย์สินขณะนั่งอยู่ในรถ

นับเป็นโชคดีของ ทิพวรรณ แก้วหลอดหัน แม่บ้านวัย 46 ปี แม้เธอจะถูกแท็กซี่โจรลั่นกระสุนใส่ หวังปลิดชีพเพื่อรูดทรัพย์สินขณะนั่งอยู่ในรถ

โดย...วัลยศ งามขำ

นับเป็นโชคดีของ ทิพวรรณ แก้วหลอดหัน แม่บ้านวัย 46 ปี แม้เธอจะถูกแท็กซี่โจรลั่นกระสุนใส่ หวังปลิดชีพเพื่อรูดทรัพย์สินขณะนั่งอยู่ในรถ แต่เธอยังครองสติตัดสินใจแกล้งตาย และยังแอบจำทะเบียนรถแท็กซี่เดนนรกคันนี้ไว้ได้

นั่นถือเป็นกุญแจดอกแรกที่ยื่นให้กับตำรวจใช้เป็นข้อมูลด่านแรกนำไปสู่การเปิดประตูไล่ล่าอาชญากรหลังพวงมาลัยอย่างร้อนรน ก่อนจะมีเหยื่อรายอื่นเกิดขึ้นอีก พลันที่กวักมือเรียกแท็กซี่คันนี้เพื่อใช้เป็นพาหนะสู่ที่หมายปลายทาง

“ผมคิดว่าเป็นโชคดีที่คนเจ็บแกล้งตายจนคนร้ายตายใจ และจำเลขทะเบียนของรถแท็กซี่ไว้ได้บ้าง มันเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้แกะรอยไปถึงคนร้ายได้ไวขึ้น ถ้าผู้โดยสารจำทะเบียนรถไม่ได้ ตำรวจต้องเหนื่อยและต้องควานหาเบาะแสอีกเยอะ” พล.ต.ต.ธัชชัย หงษ์ทอง ผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1(ผบก.ศสส.ภ.1) บอกถึงกุญแจสำคัญของคดีนี้ ก่อนจะขยายสู่เรื่องราวการสืบสวนที่เขาใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ในการลากคอโจรในคราบโชเฟอร์แท็กซี่มาเข้าซังเต

ฟ้ายังไม่สว่างมากนักของเช้าวันที่ 15 เม.ย. พล.ต.ต.ธัชชัย ได้รับโทรศัพท์สายตรงจาก พล.ต.ท.กฤษฎาพันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) สิ้นเสียงสั่งการเพียงสั้นๆ เขารู้ว่างานสำคัญเข้ามาแล้ว และต้องรีบคลี่คลายให้เร็วที่สุด

ขณะเดียวกันเขากดโทรศัพท์ไปยัง พ.ต.อ.ชยานนท์ มีสติ ผกก.1 ศสส.ภ.1 และ พ.ต.ท.อรรชวศิษฐ์ศรีบุญยมานนท์ สว.กก.1 ศสส.ภ.1 ให้เดินทางไปยังโรงพยาบาลศูนย์จังหวัดนครปฐม เพราะที่นั่นมีเหยื่อกระสุนรอให้เบาะแสด้วยเสียงหายใจที่รวยริน

ทันทีที่เดินทางไปถึงชุดสืบสวนพบว่า ทิพวรรณ เหยื่อรายนี้ถูกยิงรวม 2 นัด กระสุนเข้าที่หน้าท้องและต้นแขน แต่เธอยังพอให้การได้ขณะรอเข้าห้องผ่าตัด ข้อมูลที่เธอให้นั้นปะติดปะต่อได้ว่า เวลาประมาณตี 4 ของวันเดียวกันได้เรียกรถแท็กซี่จากสถานีขนส่งหมอชิตให้ไปส่งบริเวณวงแหวนอุตสาหกรรมย่านพระราม 3

ระหว่างที่รถกำลังวิ่งอยู่บนทางด่วนบางโคล่ โชเฟอร์ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ 2 นัด ก่อนที่เธอจะแกล้งเสียชีวิต คนร้ายจึงนำเธอมาทิ้งไว้ที่บริเวณหมู่บ้านธนกิจ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ก่อนจะปลดสร้อยทองและเงินสดหลบหนีไป และเมื่อปลอดภัยแล้วเธอได้คลานออกมากลางถนน พลเมืองดีมาพบจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล

ก่อนที่เตียงเธอจะถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด เบาะแสสำคัญหลุดออกมาจากปากย้ำว่า “แท็กซี่คันนั้นสีชมพู หมายเลขทะเบียน ทวบ 5877 กทม.” ชุดสืบสวนทั้งหมดนำข้อมูลกลับมากองรวมกัน เพื่อให้ พล.ต.ต.ธัชชัย แบ่งงาน

ชุดสืบสวนชุดแรกได้ติดต่อหาภาพวงจรปิดจากหน้าหมู่บ้านจุดที่คนร้ายทิ้งคนเจ็บ ซึ่งก็เข้าเป้าเพราะกล้องสามารถเก็บภาพรถแท็กซี่คันหนึ่งไว้ได้ในช่วงเวลาก่อน 7 โมงเช้าเพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถบอกสีของรถ และหมายเลขทะเบียนได้ เบาะแสแรกนี้จึงไม่เกิดประโยชน์มากนัก

ชุดสืบสวนอีกชุด พล.ต.ต.ธัชชัย ควบคุมด้วยตัวเอง เริ่มแกะรอยจากหมายเลขทะเบียน แต่ก็ไม่ใช่เรียบง่ายอย่างที่คาดคิดไว้ เนื่องจากข้อมูลที่คนเจ็บให้มานั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไหร่นัก เนื่องจากหมายเลขทะเบียนรถแท็กซี่จะมีหมวดอักษรเพียง 2 ตัว แต่คนเจ็บกลับบอก 3 ตัว

การวิเคราะห์ตัวอักษรจึงเกิดขึ้น เขาจับแยกออกเป็นหมวดอักษรสองกลุ่ม คือ ทว 5877 กับ ทบ 5877 

เพราะเชื่อว่าคนเจ็บอาจจะสับสนขณะจดจำหรือให้ข้อมูลผิด ก่อนพบว่าหมายเลขทะเบียนทั้งสองชุดเป็นรถแท็กซี่สีชมพูทั้งคู่

ผู้การฯ ธัชชัย เคาะโต๊ะตัดสินที่จะเลือกตรวจสอบแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทว 5877 ก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าคันนี้เป็นแท็กซี่สีชมพูล้วน ส่วนอีกคันนั้นเป็นชมพูคาดขาว เมื่อลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลเบื้องต้นพบว่า แท็กซี่คันนี้เป็นของสหกรณ์สหมิตรแท็กซี่ ติดไฟแนนซ์อยู่ที่ บริษัท ยูไนเต็ด ริซซิ่ง

เมื่อจะตรวจสอบข้อมูลต่อไปกลับเจออุปสรรคใหญ่ขวางอยู่ เพราะทั้งสองบริษัทปิดทำการ เนื่องจากเป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่ความพยายามของชุดสืบสวนไม่หยุดแค่นั้น

ผู้การฯ ธัชชัย สั่งการให้สารวัตรอรรชวศิษฐ์ควงลูกน้องหลายคนตัดสินใจลงพื้นที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบอู่แท็กซี่ที่มีอยู่จำนวนมากย่านบรรทัดทองและรองเมือง พบว่าอู่แท็กซี่สีชมพูมีจำนวนมากยากที่จะควานหา

ขณะที่การทำงานกำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดพักรุ่งเช้าวันที่ 16 เม.ย. เปิดทำงานวันแรกของเอกชนชุดสืบสวนก็ตัดสินใจนำข้อมูลเข้าตรวจสอบกับศูนย์วิทยุแท็กซี่แห่งหนึ่ง และในที่สุดก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของข้อมูลที่ไหลออกมา

ศูนย์วิทยุตรวจสอบแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทว 5877 พบว่าแท็กซี่คันนี้ได้ติดต่อเข้ามาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 เม.ย. และยังมีหลักฐานการเรียกเก็บค่าบริการวิทยุจากสหกรณ์สหมิตรแท็กซี่ ชุดสืบสวนจึงเข้าตรวจสอบที่สหกรณ์แท็กซี่สหมิตรทันที แต่จากข้อมูล|ก็พบเพียงว่ามีรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียนนี้มาขึ้นบัญชีที่สหกรณ์แห่งนี้จริง แต่เป็นแท็กซี่ที่เป็นของอู่รถแท็กซี่แห่งหนึ่งที่ย่านโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ ถนนประชาราช

ชุดสืบสวนรู้ดีว่าคนร้ายใกล้จนมุมแล้ว ผู้การฯธัชชัย สั่งการให้ชุดสืบสวนเข้าชนกับอู่แท็กซี่แห่งนั้นทันที ไม่นานนักก็รู้ทันทีว่าโชเฟอร์ต้องสงสัยรายนี้คือ มานพ ขุมมา วัย 36 ปี ชาว อ.เมือง จ.นนทบุรี

ชุดสืบสวนยังพบว่า รถแท็กซี่ต้องสงสัยนั้นจอดแน่นิ่งอยู่ในอู่ จึงขอตรวจสอบก็พบทีเด็ด พรมด้านหลังรถยังคงมีร่องรอยฟ้องว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากล คราบเลือดบางส่วนล้างออกไม่หมด

ชุดสืบสวนแน่ใจว่าเดินมาถูกทาง จึงสอบปากคำเจ้าของอู่เบื้องต้นทราบว่า มานพเอารถแท็กซี่มาคืนแบบมีพิรุธในช่วงเวลาราว 11.00 น. ของวันที่ 15 เม.ย. ทั้งที่จริงแล้วต้องนำรถมาคืนช่วงเวลา 14.00 น. ถึงตอนนี้ชุดสืบสวนมั่นใจว่าจะคว้าตัวคนร้ายได้แน่เพราะเชื่อว่ามันยังไม่รู้ตัว

แต่แล้วก็ต้องพลาดหวังอย่างแรง เมื่อเจ้าของอู่กลับทะเล่อทะล่าแอบโทรศัพท์หาผู้ต้องสงสัยเพื่อตามตัวมาให้ เนื่องจากเกรงว่าอู่จะเดือดร้อน ชุดสืบสวนจึงรีบผละออกจากอู่รถแห่งนั้นทันที เพราะเมื่อโทรศัพท์กลับไปหามานพอีกครั้ง เขาได้ปิดโทรศัพท์มือถือไปแล้ว นั่นคือสิ่งบอกเหตุ “มันกำลังหนี”

ผู้การฯ ธัชชัย สั่งการให้ผู้กำกับชยานนท์และสารวัตรอรรชวศิษฐ์ไปดักรอที่บ้านพักย่านห้วยขวางทันที แต่พบเพียงภรรยาและลูก จึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้ร่วมมือกับตำรวจ แต่ไม่เป็นผล เธอรู้ตัวแล้วและพยายามปกปิดข้อมูลจากตำรวจทุกอย่าง

ในที่สุดก็ถึงจุดจบ เมื่อมานพตามข้อมูลการสืบสวนนั้นพบว่าเป็นคนรักลูกเมียมาก ได้ใช้โทรศัพท์ลึกลับโทร.เข้ามาหาเมียนัดหมายให้ไปพบที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาลาดพร้าว เพื่อหลบหนี และนั่นก็คือจุดจบ เขาถูกจับกุมได้พร้อมข้อหาฉกรรจ์หลายข้อหา

มานพ รับสารภาพว่า ก่อเหตุจริงเพียงเพราะต้องการเงิน โดยใช้ปืนปากกาขนาด .38 ที่ซื้อมาจากเด็กเทคนิคราคา 2,500 บาท ลงมือยิงเหยื่อ 2 นัดโดยเอี้ยวตัวไปด้านซ้าย และลั่นกระสุนนัดแรกเข้าหน้าท้องของเหยื่อ ก่อนที่จะบรรจุกระสุนอีกลูกและยิงเข้าไปอีกครั้งจนคิดว่าเหยื่อตายแล้ว จึงนำร่างไปทิ้งริมทาง

ผู้การฯ ธัชชัย ไม่เชื่อตามที่คนร้ายสารภาพว่ามันทำเป็นครั้งแรก แต่เชื่อว่าน่าจะก่อเหตุในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว เนื่องจากมีลักษณะการลงมือที่อุกอาจนำร่างของเหยื่อติดรถมาทิ้งในที่ห่างจากที่ลงมือยิงไกลกว่า 20 กิโลเมตร หากเป็นคนที่ทำครั้งแรกไม่น่าจะต้องนำร่างติดรถไว้นาน จึงได้สั่งให้ตรวจสอบขยายผลไปยังคดีต่างๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องทันที

อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูฝีมือตำรวจไทยว่าจะสืบสวนเชื่อมโยงไปยังคดีอื่นๆ ได้อีกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ตำรวจไทยก็ได้แสดงฝีไม้ลายมือให้เป็นที่ประจักษ์ไม่ได้เป็นตำรวจมะเขือเทศ มะเขือเผาอย่างที่ถูกกล่าวหา !!!

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก