
ญาติเหยื่อสลายม็อบวอนทุกฝ่ายเจรจากัน
ญาติเหยื่อสลายชุมนุมวอนม็อบเจรจาหวั่นนองเลือดซ้ำปี 53 ชี้เป็นแนวทางสันติวิธียุติความขัดแย้ง เตือน ปชช.อย่าหลงเป็นฟืนในกองไฟ
ญาติเหยื่อสลายชุมนุมวอนม็อบเจรจาหวั่นนองเลือดซ้ำปี 53 ชี้เป็นแนวทางสันติวิธียุติความขัดแย้ง เตือน ปชช.อย่าหลงเป็นฟืนในกองไฟ
เมื่อวันที่ 28 พ.ย. เวลา 15.00 น.ที่ห้องประชุมศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง อาคารวิทยพัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มนักวิชาการและนักปฏิบัติการสันติวิธี นำโดย นายโคธม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีขออโหสิกรรมต่อญาติผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามเมื่อครั้งเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค.ปี 2553 สืบเนิ่องจากกลุ่มนักวิชาการสันติวิธีได้ขอเปิดพื้นที่เขตอภัยทานในวัดปทุมวนาราม แต่ไม่สามารถป้องกันชีวิตประชาชนได้จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6 ศพ
ทั้งนี้มีกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตเข้าร่วมงานกว่า 10 คน นำโดย นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม โดยบรรยากาศระหว่างที่นักวิชาการมอบพวงมาลัยขออโหสิกรรมเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ญาติผู้เสียชีวิตบางคนถึงกับร้องไห้เมื่อมีการกล่าวรำลึกเพื่อขอโทษต่อเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปี 53
นายโคธม เปิดเผยว่า เมื่อปี 2553 ทางนักวิชาการกลุ่มสันติวิธีมีเจตนาให้พื้นที่เขตปทุมวนารามเป็นพื้นที่ปลอดภัยต่อผู้ชุมนุม แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามนั้น แม้คนส่วนใหญ่จะได้รับความปลอดภัย แต่มีผู้เสียชีวิตถึง 6 คน มีหลายคนถามว่าเหตุใดผ่านมา 3 ปี จึงเพิ่งออกมาขอโทษตอนนี้ เราก็ขอยอมรับในจุดนี้ แต่ทางนักวิชาการก็ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มญาติมาโดยตลอด และคิดว่าควรจะมีการออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการสักครั้ง จึงทำให้เกิดพิธีขออโหสิกรรมในวันนี้
นายโคธม กล่าวต่อว่า เหตุการณ์นองเลือดในปี 53 ที่ผ่านมา สังคมน่าจะได้ตระหนักแล้วว่า เมื่อเกิดความสูญเสีย เรื่องไม่ได้จบลงแค่ผู้เสียชีวิต แต่ยังสร้างความทุกข์ให้แก่กลุ่มญาติและผู้ที่อยู่ข้างหลังไม่รู้จบ ดังนั้นเหตุการณ์ความขัดแย้ง ณ เวลานี้ ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงหรือความสูญเสียขึ้นจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอีก
ด้านนางพะเยาว์ กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้ทำให้รู้สึกดีขึ้น เหตุการณ์เดือน พ.ค.ปี 53 แม้ทางกลุ่มนักวิชาการจะไม่ได้เป็นผู้ผิด ไม่ได้สังหารประชาชน แต่นักวิชาการกลุ่มนี้ยังออกมาขอโทษแม้ไม่ได้กระทำผิด ทางกลุ่มญาติขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แตกต่างจากอดีตรัฐบาลและกองทัพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมโดยตรง แต่ไม่เคยออกมาขอโทษต่อเหตุการณ์ในครั้งนั้นแม้แต่คำเดียว อย่างไรก็ตามขอให้เหตุการณ์ในอดีตเป็นบรรทัดฐานต่อสังคมไทยในวันนี้ว่าไม่ควรจะมีการฆ่าเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความขัดเเย้งทางการเมืองอีก
นางพะเยาว์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ ขอให้แกนนำและผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้ง 2 ฝ่ายออกมาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวทางสันติวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรงและนำไปสู่จุดวิกฤตทำให้ประชาชนสูญเสียชีวิตอีกต่อไป
“วันนี้ขอให้แกนนำทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน ต่อจากนี้ไปไม่ต้องการให้ครอบครัวใดต้องมาเจอกับความสูญเสียเหมือนครอบครัวดิฉันและกลุ่มญาติอีก เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเหมือนเป็นการก่อกองไฟ แล้วใช้ชีวิตคนเป็นฟืนรอวันที่ทำให้กองไฟมันปะทุขึ้นมา หลังจากนี้ขอให้ทุกฝ่ายนำเหตุการณ์ปี 53 เป็นบทเรียน ดิฉันไม่ต้องการให้ชีวิตใครกลายเป็นฟืนในความขัดแย้งทางการเมืองอีกต่อไป”นางพะเยาว์กล่าว







