posttoday
คลื่นมหาชน

คลื่นมหาชน

28 พฤศจิกายน 2556

24 พ.ย. 2556 จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามีคนไทยกว่าหนึ่งล้านคนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล

24 พ.ย. 2556 จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามีคนไทยกว่าหนึ่งล้านคนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล

คนรู้จักหลายคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าจำนวนคนครั้งนี้มากกว่า

นึกไม่ออกว่าตำรวจพูดออกมาได้อย่างไรว่า จำนวนผู้ชุมนุมเป็นหลักหมื่น น่าจะรู้ตัวดีว่า สมัยนี้ปิดหูปิดตากันไม่ได้ง่ายๆ แม้แต่คนที่อยู่ชนบทห่างไกลก็สามารถเห็นเหตุการณ์จริงจากโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต

พูดแบบนี้เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองและหมู่คณะ มีแต่เสียกับเสีย ที่สำคัญคือทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจที่ตกต่ำอยู่แล้วมัวหมองหนักขึ้น

สำหรับรัฐบาลไม่ทราบว่าเจอกระแสต่อต้านแรงขนาดนี้ จะตื๊ออยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

แต่เชื่อเถิดครับ ยิ่งตื๊อนาน ความเสียหายยิ่งมาก เพราะความชอบธรรมหมดไปนานหลายวันแล้ว

บางคนบอกว่าหมดตั้งแต่มีการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง

บางคนบอกว่าหมดหลังจากศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำพิพากษาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190

ส่วนการออกมาแถลงไม่ยอมรับอำนาจศาล นอกจากจะทำให้ถูกต่อต้านหนักขึ้นแล้ว ยังเสี่ยงต่อการติดคุกมากขึ้นในภายหลัง

หลายคนเอาเหตุการณ์ครั้งนี้ของเราไปเปรียบเทียบกับการลุกฮือขับไล่เผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ของชาวฟิลิปปินส์ เมื่อ 27 ปีก่อน

ตัวผมบังเอิญเคยทำงานที่ธนาคารพัฒนาเอเชียในกรุงมะนิลาอยู่หลายปี ในช่วงหลังจากมาร์กอสหนีออกนอกประเทศไปแล้วไม่นาน ทำให้ได้รับทราบเหตุการณ์ และเห็นผลพวงของการที่ประเทศตกอยู่ภายใต้เผด็จการพลเรือน

หลายอย่างมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้น่าเป็นห่วงว่าเราอาจจะหลีกเลี่ยงผลกระทบในทางลบไม่ได้เช่นกัน ทั้งก่อนและหลังรัฐบาลนี้หมดอำนาจลง

เริ่มต้นด้วยเรื่องเบาๆ ก่อน มาร์กอสมาจากจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศ คล้ายๆ กับตระกูลที่ทำตัวเป็นเผด็จการพลเรือนของเรา

ในการขับไล่มาร์กอส มีประชาชนออกมาบนท้องถนนนับล้านคน ประมาณการมีตั้งแต่ 13 ล้านคน แต่ตัวเลขที่อ้างอิงกันมากที่สุดคือ 2 ล้านคน

ส่วนของเรา ถ้าไม่นับตัวเลขของตำรวจ ผมได้ยินตัวเลขประมาณการตั้งแต่ 8 แสนถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งยังน้อยกว่าของฟิลิปปินส์ แต่ก็เป็นหลักล้านเช่นกัน

นอกจากนี้ การโค่นมาร์กอสในครั้งนั้นยังได้รับการขนานนามไปต่างๆ นานา แต่มีชื่อหนึ่งที่ฟังดูเหมือนของเรามาก นั่นก็คือ “ปฏิวัติสีเหลือง” เพราะมีการใช้ริบบิ้นสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านอย่างแพร่หลาย

ของเราเมื่อ 78 ปีก่อนเป็นการใส่เสื้อสีเหลือง ครั้งนี้เป็นการผูกริบบิ้นสีธงชาติ

ที่ฟิลิปปินส์ มีเสียงบ่นของคนที่ฝักใฝ่มาร์กอสว่า ประชาชนที่ขับไล่มาร์กอสคือชาวกรุงมะนิลา ไม่ใช่ชาวฟิลิปปินส์ทั้งประเทศ ซึ่งก็คงจะคล้ายๆ กับกรณีของเรา ที่ปฏิกิริยาของสังคมชนบทที่มีต่อรัฐบาลยังไม่แรงเท่าคนกรุงเทพฯ

แม้จะถูกขับไล่ไปแล้ว และไม่มีโอกาสกลับประเทศจนตาย มาร์กอสก็ยังเป็นที่รักใคร่ของคนชนบทจำนวนไม่น้อย ตลอดจนยังมีพวกพ้องลูกน้องเก่าอยู่เป็นจำนวนมาก

ตลอดสมัยของรัฐบาลคอราซอน อาคิโน มีการก่อการกบฏเพื่อล้มล้างอำนาจของเธอหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

ตัวผมเองมีหลายครั้งที่ต้องอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏ มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังอยู่รอบด้าน

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อมา ภรรยาม่ายของมาร์กอสคือ อิเมลดา ก็ได้ลงสนามแข่งขันด้วย เธอได้คะแนนเสียงกว่า 2 ล้านคะแนน ซึ่งหากเอามารวมกับคะแนนของลูกน้องเก่าของมาร์กอสอีกคน ก็มากกว่าคะแนนของผู้ชนะเลือกตั้ง คือ ฟิเดล รามอส เสียอีก

อีก 6 ปีต่อมา อิเมลดาเปิดตัวเป็นคนแรกๆ แต่ภายหลังประกาศถอนตัวเพื่อเปิดทางให้กับพันธมิตรทางการเมือง คือ โจเซฟ เอสตราดา ซึ่งเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง

ครอบครัวของมาร์กอส ทั้งอิเมลดา อิมี และบองบอง ชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นในเขตบ้านเกิดของมาร์กอสอย่างขาดลอยมาหลายสมัย ปัจจุบันครองทั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด สส. และ สว.

บทเรียนจากฟิลิปปินส์ทำให้คนไทยควรเตรียมใจยอมรับล่วงหน้าว่าเชื้อสายและพวกพ้องของเผด็จการพลเรือนจะยังคงมีบทบาทในสังคมการเมืองของเราไปอีกนาน คงไม่มีใครสามารถหยุดยั้งไม่ให้คนเหล่านี้ชนะเลือกตั้งในเขตที่เป็นฐานเสียงของเขาได้

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เผด็จการพลเรือนน่ากลัวกว่าเผด็จการทหาร เพราะทหารยังมีเกษียณอายุ แต่พลเรือนไม่มี

หันมาดูด้านเศรษฐกิจบ้าง รัฐบาลมาร์กอสเข้าไปแทรกแซงล้วงลูกทั้งในกองทัพ แบงก์ชาติ องค์กรอิสระ หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ตลอดจนพวกพ้องของเขาได้เข้ามาผูกขาดธุรกิจที่มีความสำคัญจำนวนมาก จนความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการส่งออกถดถอย เศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลงเป็นลำดับ ในปี ค.ศ. 1983 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มมีการต่อต้านมาร์กอสอย่างเป็นรูปธรรม จีดีพีหดตัวถึงร้อยละ 6.8

ในช่วงที่มาร์กอสขึ้นครองอำนาจใหม่ๆ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของเอเชีย เป็นรองก็เพียงญี่ปุ่น แต่พอถึงปลายสมัยของมาร์กอส เศรษฐกิจฟิลิปปินส์กลับอ่อนแอลงมาก จนได้ชื่อว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

และแม้จะโค่นมาร์กอสสำเร็จ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ก็ยังป่วยต่อเนื่องมาอีกนานนับสิบปี เพิ่งจะเริ่มฟื้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

บทเรียนจากฟิลิปปินส์อีกเช่นกันที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงว่า เชื้อร้ายที่รัฐบาลนี้ปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เศรษฐกิจไทยจมปลักอยู่ในความอ่อนแอไปอีกนาน

นโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดร้ายแรงหลายอย่างทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเราเสื่อมถอยลงไปมาก ในขณะที่วินัยการคลังก็ถูกละเลย มีการใช้ระบบพวกมากลากไปตรากฎหมายเพื่อให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมและใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมหาศาลนับล้านล้านบาท โดยไม่ต้องผ่านระบบงบประมาณ และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ

หากกระบวนการนี้ไม่ถูกหยุดยั้ง เราคงหนีไม่พ้นที่จะกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เหมือนที่ฟิลิปปินส์เคยเป็นในอนาคตอันใกล้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก