posttoday
เด็กและเยาวชนในวันนี้กับสังคมคนสูงอายุของประเทศไทยในอนาคต

เด็กและเยาวชนในวันนี้กับสังคมคนสูงอายุของประเทศไทยในอนาคต

27 พฤศจิกายน 2556

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา คงทราบกันดีถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรโลกที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ แต่รวดเร็ว และสร้างความกังวลให้กับหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารของหลายๆ ประเทศที่เริ่มเห็นปัญหานี้ใกล้ตัวเข้ามามากขึ้นๆ รวมทั้งภาคเอกชน และ NGO ต่างๆ

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา คงทราบกันดีถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรโลกที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ แต่รวดเร็ว และสร้างความกังวลให้กับหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารของหลายๆ ประเทศที่เริ่มเห็นปัญหานี้ใกล้ตัวเข้ามามากขึ้นๆ รวมทั้งภาคเอกชน และ NGO ต่างๆ

เรื่องที่ว่านั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั่นเอง สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ ต้องขออธิบายก่อนว่า จากคำนิยามขององค์การสหประชาชาติ เค้าถือว่าเมื่อประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ถือได้ว่าประเทศหรือสังคมนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society แล้ว

และยิ่งกว่านั้น ถ้าหากสัดส่วนของอายุประชากรดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 20% (มากกว่า 60 ปี) และ 14% (มากกว่า 65 ปี) ตามลำดับ ประเทศนั้นถือว่าได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ หรือ Aged Society แล้ว และจากการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ โลกของเราจะมีพลเมืองที่เป็นผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปถึงกว่า 2,000 ล้านคน ในอีกประมาณ 35 ปีข้างหน้านี้เลยทีเดียว

สำหรับประเทศไทยก็หลีกหนีประเด็นนี้ไม่พ้นครับ ถ้าเราเอานิยามดังกล่าวมาเป็นตัวตั้ง ถือได้ว่าประเทศไทยเราได้รับตำแหน่งสังคมสูงอายุมาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว และจากสถิติที่เก็บๆ กันก็ดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุสมบูรณ์แบบในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้านี่เองครับ

ถ้าเราดูกันที่ตัวเลขของประเทศไทยแบบละเอียด เราจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ

สำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ไว้ว่า ประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรที่อายุเกิน 60 ปี เป็นสัดส่วนร้อยละ 14 ในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ และจะเพิ่มเป็น 20% ในอีก 12 ปีข้างหน้า และสูงถึง 30% ในอีกไม่เกิน 30 ปี

ฟังดูแล้วน่าตกใจใช่ไหมครับ

ก็อย่างที่บอกตอนแรกครับว่า ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบๆ ทำให้เราอาจไม่พึงระลึกถึงกันเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบจากสัดส่วนผู้สูงอายุของประชากรโลกทั้งหมดแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกสำหรับประเทศไทยครับ

ตัวเลขเค้าบอกไว้ว่า สถานการณ์สำหรับโลกโดยรวม ณ ปัจจุบัน จะเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์แบบในเวลาประมาณ 30 ปี ซึ่งก็ถือว่าอัตราการเดินหน้าเข้าสู่สถานะนี้ของประเทศไทยเรามีอัตราเร่งด่วนกว่าโดยรวมเอาการอยู่ครับ

โดยภาพรวมแล้วปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลให้โครงสร้างทางสังคมกำลังเปลี่ยนไปเป็นในลักษณะเช่นนี้ก็คือ ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ทำให้เรามีชีวิตยืนยาวขึ้น รวมถึงอัตราการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็ว จะอันเนื่องมาด้วยวิถีชีวิต ทัศนคติของประชากรในเรื่องเกี่ยวกับการมีครอบครัว สภาพเศรษฐกิจที่บีบบังคับ ฯลฯ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมนี้เป็นประเด็นใหญ่ และมีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรของประเทศเราในอนาคตอย่างมหาศาล ซึ่งถ้าหากเราขาดการวางแผนหรือจัดวางระบบและเปลี่ยนแปลงแผนปฏิบัติการต่างๆ ให้สอดคล้อง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าวิตกมากสำหรับพวกเราทุกคน เพราะอย่างที่กล่าวข้างต้น

อัตราเร่งของการเดินหน้าเข้าสู่สถานะสังคมสูงอายุสมบูรณ์แบบของประเทศเราเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราก็มีเวลาและโอกาสในการเตรียมตัวที่สั้นลงกว่าคนอื่นด้วยเช่นกัน

ทำไมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมดังกล่าวถึงเป็นประเด็นที่น่าวิตกสำหรับเรา ยกเว้นบางประเทศจริงๆ ที่รากฐานระบบเศรษฐกิจและสังคมในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาถูกออกแบบไว้อย่างเหมาะสม และสามารถตอบรับกับสภาวการณ์ดังกล่าวได้

สิ่งที่อีกหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญ คือ ประเด็นต่างๆ ที่จะตามมาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการถดถอยของรายได้ต่อหัวของประชากรและตัวเลขผลผลิตรวมของประเทศ อันเนื่องมาจากประชากรในวัยแรงงานลดลง รวมถึงงบประมาณสาธารณะของประเทศที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นในการจัดการเรื่องของสวัสดิการ บำเหน็จ บำนาญ และระบบการบริการสาธารณสุขต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งต้องนำมาสู่การปรับระบบและโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสวัสดิการต่างๆ ในหลายๆ เรื่อง เพื่อให้ตอบรับและสอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุ

ยกตัวอย่างในประเทศเยอรมนีที่เขาคาดการณ์ว่างบประมาณประเทศที่จะใช้ในการดูแลจัดการเรื่องเหล่านี้ จะเพิ่มจากร้อยละ 1.4 เป็นถึงร้อยละ 3.3 ของตัวเลขผลผลิตรวมของประเทศเลยทีเดียว ในอีกไม่เกิน 50 ปีข้างหน้านี้

ทีนี้เราลองกลับมาดูเรื่องใกล้ตัวที่ดูเหมือนไกลตัวกันบ้างครับ ตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ทำไว้เมื่อกว่า 10 ปีก่อน บอกเอาไว้ว่ามีเพียง 4.3% เท่านั้นของประชากรไทยในวัยสูงอายุที่ได้รับเงินบำนาญ และเพียง 3% เท่านั้นที่ได้รับค่าใช้จ่ายสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งผมเชื่อว่าในเมื่อตัวเลขนี้ยังค่อนข้างต่ำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่ารัฐบาลใดๆ ก็คือ การพยายามจัดการบริหารตัวเลขตรงนี้ให้สูงขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความเป็นจริงและความจำเป็นของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางภาษีต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องปรับเพื่อช่วยในเรื่องนี้

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางภาษีต่างๆ โดยเฉพาะภาษีที่เก็บกับผู้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อนำมาเป็นงบประมาณสำหรับการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ที่มีจำนวนมากขึ้น คือความท้าทายของทุกรัฐบาลที่ต้องพิจารณาเพื่อมิให้เกิดความรู้สึก “เป็นภาระ” และลดแรงจูงใจในการขับดันเศรษฐกิจของประชากรในวันทำงาน

สำหรับบางประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็เริ่มมีแนวทางถึงการยืดอายุวัยทำงานและปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อให้ยืดหยุ่นต่อการทำงานของผู้สูงอายุได้ดีขึ้น เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้สูงอายุที่ยังมีประสิทธิภาพและความสามารถ

สำหรับประเทศไทยที่ยังให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและการเลี้ยงดูญาติผู้ใหญ่ยามแก่ชรา ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก และเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเกี่ยวข้องกับเราทุกคน

คือเรื่องที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรดังกล่าว จะทำให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิงหรือภาระโดยรวมที่ประชากรวัยทำงานจะต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น

กล่าวคือ จากเดิมที่อัตราส่วนระหว่างคนในวัยทำงานที่ดูแลผู้สูงอายุ คือ 10 ต่อ 1 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันลดลงเหลือ 5 ต่อ 1 และคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะลดลงเป็น 2 ต่อ 1 ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไรกับสิ่งที่เราทำกันอยู่

ณ ตอนนี้มองกันอย่างง่ายๆ ก่อนในเชิงสังคม จำนวนอัตราส่วนระหว่างคนในวัยทำงานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุที่จะลดลงในอนาคต

ถ้าหากเด็กและเยาวชนในวันนี้ได้ถูกสร้างและสนับสนุนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตในวันข้างหน้าแล้ว ผมคิดว่าอัตราส่วน 2 ต่อ 1 ก็ไม่ใช่ปัญหาครับ พูดง่ายๆ ว่าปริมาณลดลงแต่คุณภาพเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นในเชิงเศรษฐกิจ ประเด็นนี้มีนัยที่สำคัญมาก เพราะอ้างอิงจากการวิจัยที่ต่างประเทศเค้าบอกไว้ว่า ประเทศที่มีการลงทุนในเด็กอายุระหว่าง 06 ปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ การพัฒนาจิตใจ และศักยภาพด้านต่างๆ

การลงทุนในเรื่องสาธารณสุขและเรื่องอื่นๆ จะส่งผลให้ประเทศดังกล่าวมีอัตราการตอบแทนทางเศรษฐกิจมากขึ้น 614% ทีเดียว และผมเชื่อว่าเราเองคงไม่ได้มองที่ตัวเลขแค่ 6% แต่ถ้าเป็นไปได้เราคงอยากเขยิบขึ้นไปที่ 14% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดจริงไหมครับ

ถ้าหากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ ณ ตอนนี้ก็คือ การร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนในวันนี้ให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคงและมีคุณภาพ เพราะเด็กและเยาวชนในวันนี้คือกลุ่มประชากรที่จะต้องทำหน้าที่เลี้ยงดู และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะเข้าสู่สังคมสูงอายุในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้านี้

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าการลงทุนในเด็กและเยาวชน เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับอนาคตของประเทศ ประโยคที่เราคุ้นๆ หูกันอยู่ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ ยังเป็นประโยคอมตะที่ใช้ได้อยู่ไม่ล้าหลังเลยแม้แต่นิดเดียว

และถ้าหากอนาคตของชาติเราคือสังคมผู้สูงอายุแล้ว นี่คือสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยเราก้าวเข้าสู่สภาวะสังคมผู้สูงอายุได้อย่างมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก