
รัฐเพิ่มข้อบีบ"แดง"เผชิญสงครามกลางเมือง
การพลิกเกมของ “รัฐบาล” หันมากดดัน “เสื้อแดง” ด้วยข้อหาหนัก ทั้ง “ก่อการร้าย” ทั้ง “ล้มเจ้า” ล้วนแต่เป็นแรงบีบให้ “เสื้อแดง” ไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้มาก
การพลิกเกมของ “รัฐบาล” หันมากดดัน “เสื้อแดง” ด้วยข้อหาหนัก ทั้ง “ก่อการร้าย” ทั้ง “ล้มเจ้า” ล้วนแต่เป็นแรงบีบให้ “เสื้อแดง” ไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้มาก
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ทําได้เพียงแค่การเปิด “สงครามจิตวิทยา” ส่งเสียงขู่สลับมาตรการกดดัน แต่ทว่าจนแล้วจนรอดรัฐบาลก็ยังไม่อาจ “ผลีผลาม” เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่ราชประสงค์ ท่ามกลางเสียงรบเร้าของหลายฝ่ายให้เร่งดำเนินการขั้น “เด็ดขาด” บังคับใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย หรือความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหา เมื่อมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่รัฐบาลยังไม่อาจตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอีกครั้ง
ทั้งที่ “เสื้อแดง” เริ่ม “อ่อนแรง” จากการชุมนุมที่ยืดเยื้อกว่า 50 วัน แถมถูกตีกรอบให้จำกัดวงอยู่แค่ในพื้นที่ราชประสงค์ รวมกับมาตรการสกัดกั้นการเดินทางจากในต่างจังหวัดเข้ามาสมทบ จนทำให้จำนวนผู้ชุมนุมร่อยหรอลงไปมาก
ส่วนหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่อาจงัดไม้แข็งมาใช้กับกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นเพราะบาดแผลจากการเพลี่ยงพล้ำไปเมื่อการสลายการชุมนุม เมื่อ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิต 25 คน และบาดเจ็บกว่า 800 คน จนกลายเป็นตราบาปฉุดความชอบธรรม ยิ่งในวันที่ “เสื้อแดง” ปรับแผนมาสวมเสื้อ “คละสี” ยิ่งเป็นอุปสรรคกับการสลายการชุมนุมเพิ่มมากขึ้น
อีกส่วนเพราะปัญหาเรื่องเจ้าหน้าที่รับมือกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเต็มไปด้วย “ทหารแตงโม” และ “ตำรวจมะเขือเทศ” จน “ปฏิบัติการ” หลายครั้งหลายหนต้องล้มเหลว ข้อมูลการประชุมวางแผน ศอฉ. กลับส่งไปถึงมือ “เสื้อแดง” จนสามารถปรับแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที
บรรยากาศขณะนี้จึงเหมือนเป็นการ “ดูเชิง” ระหว่างสองฝ่าย ทำได้เพียงแค่ส่งเสียง “ฮึ่มฮั่ม” ตอบโต้กันไปมา แม้ “เสื้อแดง” พยายามออกไปสร้างความเคลื่อนไหว ไม่ให้เฉาตายอยู่ในราชประสงค์ ตามแผนบีบของรัฐบาล ก็ถูกสกัดบีบการเคลื่อนไหว
ล่าสุด ขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ นปช.อุดรธานี นำพากลุ่มเสื้อแดงออกไปปลุกมวลชนอีกรอบด้วยเป้าหมายตลาดไท ทว่าสุดท้ายกลับถูกรัฐบาล “รุกกลับ” จนต้องหนีตายทิ้งมวลชนกลับมาราชประสงค์ ปล่อยให้กลุ่มผู้ชุมนุมเผชิญหน้ากับการปิดกั้นบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง จนนำมาสู่การเสียชีวิตของทหารและการบาดเจ็บของกลุ่มผู้ชุมนุม จนเสื้อแดงต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่
แต่ทว่า อีกด้านหนึ่ง “รัฐบาล” พยายามเพิ่มความเข้มข้นกับการงัดมาตรการทางกฎหมาย ด้วยข้อหาฉกรรจ์ มาเป็นช่องทางดำเนินการกับกลุ่มเสื้อแดง ได้ประโยชน์ทั้งการกดดันไม่ให้เสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวอะไรเพิ่มเติม อีกด้านหนึ่งยังไปลดความน่าเชื่อถือ ส่งผลต่อไปถึงความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว
เริ่มตั้งแต่ข้อหา “ผู้ก่อการร้าย” ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม แม้เดิมทีจะถูกมองว่ารัฐบาลจุดประเด็นขึ้นมาเพื่อเบี่ยงความรับผิดชอบจากเหตุการณ์ความสูญเสียเมื่อวันที่ 10 เม.ย. แต่สุดท้ายถูกขยายผลต่อเนื่อง หาตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการสร้างน้ำหนักกดดัน “เสื้อแดง”
โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามารับหน้าที่เป็นหัวหอกในการดำเนินการหาคนผิดมาลงโทษ ตั้งแต่การจับ “เมธี อมรวุฒิกุล” 1 ใน 24 เสื้อแดง ที่ถูกออกหมายจับ และสามารถสืบสาวไปถึง “แกนนำ” ในเหตุการณ์ปะทะเมื่อวันที่ 10 เม.ย.
ตามมาด้วยการจับตัว ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม และศุภณัฐ หุลเวช ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ใช้อาวุธสงครามยิงใส่บริเวณกระทรวงกลาโหม ซึ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่อไปถึงคนใกล้ชิดแกนนำคนเสื้อแดง
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ยังพบว่า ส.ต.ต.บัณฑิต ได้ร่วมมือกับพวกพยายามสร้างสถานการณ์ ด้วยค่าจ้าง 5 แสนบาท เพื่อยิงอาร์พีจีเข้าไปในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่หัวระเบิดไปติดสายไฟที่อยู่ใกล้จึงไม่ถูกเป้า จนต้องรีบทิ้งอาวุธปืนไว้ในรถแล้วหลบหนี
ข้อมูลต่างๆ ที่ออกมาจากฝั่ง “รัฐบาล” ได้ถูกขยายผลกลายเป็นประเด็น “ดิสเครดิต” ลดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง กับสิ่งที่ยืนยันมาตลอดว่าใช้สิทธิชอบธรรมในการชุมนุม ยึดหลักสันติ ปราศจากอาวุธ แต่หลายต่อหลายครั้งของการจับกุม หรือตรวจค้นสถานที่พักของบรรดาแกนนำเสื้อแดง กลับพบอาวุธจำนวนมาก
หลังจากเสื้อแดงพยายามออกมา “แก้ต่าง” ในประเด็นที่ถูกโจมตี ศอฉ.ได้ออกมาจุดประเด็นต่อเนื่องเตรียมเอาผิดกับขบวนการ “ล้มเจ้า” ที่เชื่อมโยงพัวพันไปถึงบรรดาเสื้อแดง และคนในพรรคเพื่อไทย พร้อมเปิดแผนผังบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ ผ่านทางสื่อแดง วิทยุชุมชน เว็บไซต์ และเตรียมส่งเรื่องให้ดีเอสไอรับไม้ต่อไปขยายผลดำเนินการเอาผิด
นำมาสู่การสวมเครื่องแบบเต็มยศของ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย บุก ศอฉ. ยื่นเอกสารชี้แจงประเด็นที่ถูกโยงใยว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายล้มสถาบัน แถมต่อมายังผุดประเด็นเสนอรัฐบาลเฉพาะกาลคลี่คลายสถานการณ์ ระหว่างการบรรยายพิเศษแก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ
การพลิกเกมของ “รัฐบาล” หันมากดดัน “เสื้อแดง” ด้วยข้อหาหนัก ทั้ง “ก่อการร้าย” ทั้ง “ล้มเจ้า” ล้วนแต่เป็นแรงบีบให้ “เสื้อแดง” ไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้มาก นอกเหนือจากแรงบีบเดิมที่ได้แต่ตั้งรับรอการสลายการชุมนุม ขณะที่บรรดาแกนนำที่ถูกออก “หมายจับ” ไม่กล้าขยับไปไหน โดยเฉพาะภายหลังสัญญาณเอาจริง ไม่ว่าการจับตัว “เมธี” หรือความพยายามรวบตัว อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แต่หนีรอดออกมาได้ ฯลฯ
ดังนั้น ในวันที่เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำไปกับการบุกเข้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และหน้าแตกออกมาเมื่อไม่มีทหารแฝงตัวอยู่ในโรงพยาบาลตามที่ออกมาระบุ แต่ส่งผลตามมาจนต้องขนย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย กลายเป็นกระแสต่อต้านรุนแรงจากสังคม บีบให้เสื้อแดงขยับได้ยากขึ้นกว่าเดิม
ทว่า การเดินเกมรุกของ “รัฐบาล” กับการตั้งข้อหาเสื้อแดงหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้านหนึ่งอาจจะกลายเป็นแรงบีบให้การเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศทางลงไปสู่ใต้ดิน ซึ่งจะยิ่งเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลในการลงไปแก้ไข โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวใต้ดินที่กระจายไปยังตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ ซึ่งมีความพยายามปลุกกระแสไว้แล้วในหลายพื้นที่ ทั้งการบุกไปปิดล้อมศาลากลาง หรือสถานที่ราชการ ที่มีให้เห็นในหลายพื้นที่
ไปจนถึงกระแสข่าวการปลุกปั่น เตรียมใช้ความรุนแรง ถึงขั้นทำลาย เผา และอื่นๆ ควบคู่ไปกับเหตุระเบิดรายวันจากเอ็ม 79 หรือระเบิดอาร์พีจี ที่กำลังลุกลามบานปลายหนักขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากรัฐบาลเร่งดำเนินการเชิงรุกบีบเสื้อแดงด้วยข้อหาหนัก จนเสื้อแดงต้องหลังพิงฝาโต้ข้อหา “กบฏ” อาจจะทำให้เกมหลังจากนี้อาจจะต้องลงใต้ดิน และผุดความรุนแรงขึ้นตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งจะไม่ทำให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆ แถมหนักข้อขึ้นกว่าเดิม
หัวเชื้อความขัดแย้งที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จึงอาจปะทุขึ้นมาจากแรงบีบของรัฐบาล ยิ่งได้รับการปลุกปั่น ยิ่งเพิ่มความรุนแรง และหากรัฐบาลไม่วางแผนตั้งรับในจุดนี้ สุดท้ายแรงบีบของรัฐบาลที่พยายามจะจัดการเสื้อแดง อาจจะไปปูดตรงอื่นกลายเป็นชนวนไปจุดระเบิดให้เกิดสงครามกลางเมืองอย่างไม่รู้ตัว !!!







