
ปีหน้าโลกแค่ฟื้นไข้4เสาศก.เดือนเครื่องได้ไม่เต็มสูบ
แม้ว่าจะเหลือเวลาอีก 1 เดือนก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปี 2014 อย่างเป็นทางการ
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้ว่าจะเหลือเวลาอีก 1 เดือนก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปี 2014 อย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนว่าขณะนี้นักลงทุนและบรรดานักวิเคราะห์ได้มองข้ามช็อตไปถึงทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้ากันแล้ว
ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ได้รับการคาดหมายจากกูรูหลายสำนักว่า น่าจะ “มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้นจากปีนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ร้อนแรงมาก” เหมือนเช่นที่เคยเป็นมาก่อนช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ที่มีระดับการขยายตัวเฉลี่ย 5% โดยรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ฉบับเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ชี้ว่า ในปี 2014 โลกน่าจะขยายตัวได้ 3.6% สูงขึ้นจากปีนี้ที่ 2.9%
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่ของธนาคารกลางหลายประเทศน่าจะอยู่ในระดับต่ำอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อยังต่ำกว่าที่คาดการณ์มากในหลายประเทศ จึงทำให้ยังจำเป็นต้องใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป
จากภาวะการขยายตัวที่เป็นไปอย่างซบเซานี้เอง ก็เป็นปัจจัยหลักที่น่าจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งน้ำมัน ทองคำ และสินค้าเกษตร ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง โดย โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ คาดการณ์ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกในปีหน้า น่าจะปรับตัวลดลงอย่างน้อย 15%
สถาบันการเงินชื่อดังเมืองลุงแซม มองว่า ราคาทองคำในปลายปี 2014 อาจดิ่งลงไปเหลืออยู่ที่ 1,050 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากปัจจุบันที่ 1,246.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ น่าจะลงมาอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจุบันที่ 107.84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาต่อความเป็นไปของทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้ามีหลากหลายประการด้วยกัน และส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องต่อจากปีนี้
เริ่มต้นที่จากสหรัฐ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากในปีหน้ามี 2 ประเด็นหลักที่ทั่วทั้งโลกต้องจับตามองอย่างไม่กะพริบตา นั่นคือ 1) การกลับมาฟาดฟันของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ในประเด็นการขยายเพดานหนี้ และกฎหมายงบประมาณการเงินปี 2014 อีกครั้ง หลังจากที่พักรบกันไปเมื่อกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา 2) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์ (คิวอี) ลงในเดือน มี.ค.ปีหน้าตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้หรือไม่ โดยเฉพาะการที่ เจเน็ต เยลเลน ว่าที่ผู้ว่าการเฟด จะขึ้นรับตำแหน่งในเดือน ก.พ.ปีหน้า
สองประเด็นใหญ่ในข้างต้นถือเป็นสิ่งที่จะเป็นจุดชี้วัดสำคัญว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะเริ่มต้นออกสตาร์ทได้สวยหรือไม่ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ถ้าหากทุกอย่างออกมาดี สองพรรคการเมืองมะกันหาทางประนีประนอมร่วมกันได้ เฟดชะลอคิวอีลงมาเหลืออยู่ที่ 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามคาดในเดือน มี.ค.นี้ อาจทำให้เศรษฐกิจเมืองลุงแซมขยายตัวได้อย่างสดใสราว 3% สูงกว่า 2.6% ในปัจจุบัน ทว่าหากทุกอย่างเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม อาจทำให้เศรษฐกิจมะกัน รวมถึงทั่วโลกได้รับผลกระทบในทางลบอย่างหนัก
แม้ว่าหลายฝ่ายจะคาดว่าเฟดจะเดินหน้าลดคิวอีลงตามแรงกดดันภายในของสมาชิกผู้กำหนดนโยบายเฟดบางส่วน ที่เริ่มวิตกกังวลถึงผลข้างเคียงจากการเร่งอัดฉีด โดยเฉพาะปัญหาฟองสบู่สินทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ทว่าอย่างน้อยๆ การตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำของแบงก์ชาติเมืองลุงแซม น่าจะอยู่ที่ระดับใกล้ 0% ต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2015 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะปล่อยไว้ตามลำพังได้
ขณะที่ปัจจัยจากจีน ในปีหน้าคาดว่าน่าจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องอยู่ โดยคาดว่าจะขยายตัวได้เพียงแค่ 7.4% เท่านั้น ลดลงจากปีนี้ที่ 7.6% เพราะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ไปสู่โมเดลที่หันมาพึ่งพาการบริโภคจากตลาดภายในมากขึ้น เริ่มเปิดรับกลไกตลาดให้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจมากขึ้น จากเดิมที่พึ่งพาแต่การส่งออกและการลงทุนการกำหนดทิศทางนโยบายจากส่วนกลางเป็นธงนำ
ผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากแดนมังกรนี้เอง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งรวมถึงไทยด้วย ไปจนถึงออสเตรเลียให้ต้องประสบภาวะการชะลอตัวลงไปด้วยไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันคู่ค้าสำคัญเบอร์ 1 ของอาเซียนและออสเตรเลีย คือ พญามังกรจีนนั่นเอง
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตามองสำหรับจีนในปีหน้ามากที่สุด คือ ผู้นำจีนรุ่นที่ 5 ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง จะสามารถขับเคลื่อนและนำพาแผนปฏิรูปเศรษฐกิจไปปฏิบัติได้ตามแผนการที่วางไว้หรือไม่ เพราะแผนการปฏิรูปต่างๆ เช่น การลดบทบาทรัฐที่มีต่อระบบเศรษฐกิจนั้น แน่นอนว่ากลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่เคยได้ประโยชน์จากระบอบเก่าย่อมได้รับผลกระทบไปเต็มๆ
ด้านปัจจัยจากวิกฤตหนี้ยุโรป ก็ยังคงมองข้ามไม่ได้ เพราะแม้ว่ากลุ่มยูโรโซนจะก้าวพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาได้แล้ว ขณะที่ไอร์แลนด์ก็สามารถก้าวพ้นจากภาวะการต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟแล้ว แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังจมอยู่ในภาวะอ่อนแออยู่ โดยเห็นได้จากอัตราการว่างงานที่ยังสูงกว่า 12.2% หรือมีคนว่างงานกว่า 19 ล้านคน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ลดลงมาอยู่ที่ 0.7% ต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี
ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่า อาจได้เห็นธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต้องงัดเครื่องมือออกมากระตุ้นเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งจะตัดลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่จุดต่ำสุดในประวัติการณ์ที่ 0.25% ไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยคาดว่าอาจจะเป็นการหันกลับมาใช้มาตรการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (แอลทีโออาร์) หรือไม่ก็อาจใช้ยาแรงด้วยการงัดมาตรการคล้ายๆ คิวอีขึ้นมาใช้เลยทีเดียว เพราะมาตรการที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร
ปิดท้ายด้วยญี่ปุ่น ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ในปีหน้าถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะท่ามกลางภาวะที่รัฐบาลแดนปลาดิบกำลังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตกต่ำมานานกว่าหลายสิบปี ให้ฟื้นคืนมาด้วยนโยบายอัดฉีดทางการคลังและการเงิน หรือ “อาเบะโนมิกส์” แต่ในอีกมุมหนึ่ง ญี่ปุ่นก็ยังมีชนักติดหลังอยู่ นั่นคือหนี้สาธารณะที่สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีมากกว่า 200% ของจีดีพี
ฉะนั้น หากกระตุ้นมากโดยไม่ลืมหูลืมตา ก็อาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถังแตกเอาได้ง่ายๆ และนั่นทำให้ญี่ปุ่นต้องตัดสินใจเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% เป็น 8% ให้มีผลบังคับใช้ในปีหน้า เพื่อหาทางลดปริมาณหนี้ที่มีอยู่มากล้น
จึงทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ญี่ปุ่นมีทางเลือกไม่มากนัก นอกจากจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเดียวที่มีอยู่ นั่นคือการกดค่าเงินเยนให้ต่ำ เพื่อสร้างความได้เปรียบจากการส่งออกเอาไว้เป็นหลักต่อไป เนื่องจากมาตรการปฏิรูปอื่นๆ ยังต้องรอเวลาผลิดอกออกผล
ด้วยเหตุและปัจจัยทั้งหมดทั้งปวงนี้ จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้ายังคงอยู่ในภาวะโหมดชะลอตัวอยู่ ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยก็ดีขึ้นจากปีนี้เท่านั้น







