
เวทีหอการค้าฯห่วงศก.โตช้า
การจัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 31 จ.ตรัง ระหว่างวันที่ 22-24 พ.ย.ได้ปิดฉากลงไปแล้ว ปีนี้ทางผู้จัดงานตัดสินใจปฏิเสธเชิญผู้แทนจากรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอาจไม่เหมาะสม
การจัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 31 จ.ตรัง ระหว่างวันที่ 22-24 พ.ย.ได้ปิดฉากลงไปแล้ว ปีนี้ทางผู้จัดงานตัดสินใจปฏิเสธเชิญผู้แทนจากรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอาจไม่เหมาะสม
สำหรับสาระสำคัญของการสัมมนาภายใต้หัวข้อ “เปลี่ยนหัวคิด ตั้งใจสู่ชัยชนะ” ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันในวันสุดท้ายของการจัดงานได้เชิญ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ร่วมงานด้วย
สมคิด กล่าวไว้ว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง อยากเห็นทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของประเทศเป็นสำคัญ โดยในส่วนของแกนนำผู้ชุมนุมก็ควรดูแลประชาชนที่เข้าร่วมอย่างเต็มที่ อย่าให้เกิดกระทบกระทั่งและไม่ให้เกิดความสูญเสีย ส่วนผู้ที่ควบคุมอำนาจ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีก็ต้องเอาประเทศไทยเป็นที่ตั้งเพื่อให้ประเทศอยู่รอด
ทั้งนี้ ยอมรับว่า ปัญหาเรื่องของการต่อสู้ระหว่างสภานิติบัญญัติที่ไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่รุนแรงมากในเรื่องของภาพพจน์ในสายตาของโลก เห็นได้จากในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก กับคำว่า “DO NOT THAI TO ME” หรือ “อย่าทำเป็นไทยกับฉัน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ย่ำแย่มากสำหรับศักดิ์ศรีของประเทศไทย
ด้านเศรษฐกิจไทยข้างหน้าโตช้าและโตต่ำ เป็นผลมาจากปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายในประเทศและนอกประเทศ โดยหลายนโยบายที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคอร์รัปชั่นที่ขยายตัวสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้มาบั่นทอนความเชื่อถือไว้ใจ และก้าวย่างทางการเมืองที่ผิดพลาดจนนำไปสู่ความไม่พอใจของคนส่วนใหญ่ กทม.เป็นสิ่งที่รัฐต้องเร่งกอบกู้มาให้ได้
ด้าน อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ซึ่งหอการค้าไทยจะสรุปผลการประชุมเพื่อจัดทำสมุดปกขาวเสนอต่อรัฐบาลในเวทีที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ.ต่อไป และเชื่อว่า การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นโอกาสของภาคธุรกิจไทย
สำหรับ ฉัตรชัย บุญรัตน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาหลักของเอสเอ็มอีไทยในภาพรวมที่พบคือ มักมีสินค้าและบริการที่ไม่แตกต่างกัน ทำให้ต้องแข่งขันด้านราคาโดยที่ไม่สามารถตั้งราคาเองได้ ขณะที่ยังมีปัญหาต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มสูงขึ้น แต่ยอดขายก็มีกำไรลดลง รวมถึงสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นทำให้ขาดสภาพคล่อง และเข้าสู่วงจรอุบาทว์ ดังนั้นจึงต้องแก้ไขด้วยการรวมตัวกันสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยลดต้นทุน
ฉะนั้น SMEs จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องบัญชีเพื่อสามารถใช้ในการวิเคราะห์วางแผนด้านต่าง ๆ และต้องมีการพัฒนาทักษะความสามารถเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการสร้างความร่วมมือสร้างเครือข่ายระหว่างกันทั้งในแนวราบและแนวตั้ง มีการศึกษาธุรกิจครอบครัวให้เข้าใจ ปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินการเพื่อให้มีการถ่ายทอดธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้มีความหยั่งยืนของธุรกิจ และเพื่อดำเนินการส่งเสริม SMEs หอการค้าไทยจึงจะเนิน 3 โครงการสำคัญ คือ โครงการพี่เลี้ยงทางธุรกิจ โครงการ เอสเอ็มอี โปรแอ๊กทีฟ และโครงการพัฒนาศักยภาพ SMEs
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยจะเดินหน้าสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ด้านนวตกรรมทางด้านความคิด การเชื่อมโยงและการถ่ายทอดองค์ความรู้ในหน่วยงานด้านวิจัยและสถาบันการศึกษาในทุกภูมิภาค สู่ภาคธุรกิจ นอกจากนี้ จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต สร้างสมดุลให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การที่ธุรกิจจะเติบโตได้อย่างหยั่งยืนต้องมีวิสัยทัศน์และปฎิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหอการค้าจังหวัดส่วนใหญ่เป็น? SMEs ดังนั้นหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดจะต้องร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในการสร้างวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจของจังหวัด และจะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาธุรกิจ 135 สมาคมการค้า ที่มีสมาชิก 26,000 รายที่ใหญ่เป็น SMEs โดยจะหารือร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อหาทางส่งเสริมให้สมาคมการค้าเหล่านี้ มีความเข้มแข็งต่อไป และหอการค้าจะนำผู้ที่ประสบผลสำเร็จในการขยายธุรกิจในต่างประเทศมาเป็นพี่เลี้ยง
นายกลิน สารสิน เลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า เพื่อพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หอการค้าไทยจะจัดให้มีศูนย์ข้อมูลธุรกิจเพื่อให้ข้อมูลรับทราบข้อมูลด้านต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับภาครัฐและเอกชน จัดให้มีโครงการ SMEs training โครงการ SMEs Onsite Visit โครงการ SME Mentor โครงการ SMEs Cooperate & Business Matching with Other510 โพสต์ทูเดย์ – หอการค้าทั่วประเทศประสานเสียงเศรษฐกิจภูมิภาคปีนี้ชะลอตัวทุกภาค เหตุจากสถานการณ์การเมืองจำนำข้าวจ่ายเงินล่าช้า ทำกำลังซื้อหาย แต่ตัวท่องเที่ยวและการค้าชายแดนเป็นตัวนำ
ด้าน เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำไตรมาส 4 ปี 2556 และแนวโน้มปี 2557 พบว่า ส่วนใหญ่ 40.9% เห็นว่าเศรษฐกิจของจังหวัดโดยรวมมีแนวโน้มแย่ลง เช่นเดียวกับการบริโภคภายในจังหวัดที่ 44.5% มองว่าแย่ลง ปัจจัยลบที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจดังกล่าวส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่สถานการณ์ทางการเมืองมาก ถึง 8.4 คะแนน รองลงมาคือการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ 7.5 คะแนน และราคาพืชผลทางการเกษตร 7.1 คะแนน ขณะที่ปัจจัยบวกอยู่ที่การท่องเที่ยว 7.2 คะแนน รองลงมาการค้าชายแดน 6.6 คะแนนทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจภาคเหนือปีนี้ขยายตัวอยู่ที่ 3.22% เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือคาดขยายตัวอยู่ที่ 3.36% ภาคกลางอยู่ที่ 3.30% ภาคตะวันออก 3.77% และภาคใต้อยู่ที่ 3.65%
อย่างไรก็ดีการคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภูมิภาค ส่วนใหญ่ 36.8% ยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเมื่อไหร่ จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงต้นปี 2557 ก็กลายมาเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2557 แทน เพราะความไม่นิ่งทางการเมือง โดยวันที่ 12 ธ.ค.นี้ จะมีการประเมินปรับประมาณการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่
นายวิโรจน์ จิรัฐติกาลโชติ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจของภาคเหนือในไตรมาส4 ปีนี้ยังคงมีสัญญาณของการชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากสถานการณ์การบริโภคภายในภาคส่วนใหญ่เห็นว่าอยู่ในระดับแย่มากถึง 46.7% เช่นเดียวกับด้านการลงทุนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็ไม่โดดเด่น เนื่องจากเป็นช่วงต้นปีงบประมาณใหม่ จึงยังไม่มีการเบิกจ่ายเท่าที่ควร ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลง รวมทั้งปัจจัยทางการเมืองที่ยังขาดเสถียรภาพทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุนลง
“ภาคการค้ามีสัญญาณชะลอตัวชัดเจน เพราะการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาส34 ปีนี้ลดลง เพราะไม่มั่นใจในรายได้ที่รับบวกกับภาระหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ต้องไปกู้เงินเพื่อมาใช้จ่ายก่อน ทำให้ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ขณะที่ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มสูงขึ้นทั้งจากค่าแรงและราคาพลังงาน รวมถึงการแข่งขันก็สูงขึ้น” นายวิโรจน์ กล่าว
อย่างไรก็ดี การค้าชายแดนของภาคเหนือยังไปได้ดี แม้ว่าจะมีเพียงแค่ 3 ด่านก็ตาม แต่ที่น่าห่วงคือ การผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษที่หยุดชะงักไปจากการเมือง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งให้เกิดเร็วขึ้น เพราะจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะใช้เป็นสะพานเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) นายประพันธ์ เตชะสกลกิจกูร ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในภาคมีการชะลอตัวชัดเจน เพราะรายได้ของคนในพื้นที่ลดลง รวมทั้งอุตสาหกรรมในภาคมีการย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้านเช่น กัมพูชาและพม่า เพื่อหนีต้นทุนค่าแรง แต่การค้าชายแดนยังไปได้ดี ที่บรรยากาศการซื้อขายเปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นการซื้อขายแบบส่งต่อซึ่งกว้างมากขึ้น







