
'หมอ-พลาบายจุฬาฯ' เปิดใจถูกเสื้อแดงคุกคามสารพัด
ความวุ่นวายจากการบุกเข้าไปค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. จนนำไปสู่การตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล จากคณะผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ก่อนที่จะมีการตัดสินใจดังกล่าว แพทย์และพยาบาลต่างเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้ผ่านการไตร่ตรองอย่างมีขั้นตอน รวมถึงสารพัดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องวิตกถึงความปลอดภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวในวงเสวนา
“ปากคำ แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย ที่ต้องมีชีวิตท่ามกลางวิกฤตการเมือง” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า เหตุที่ทำให้วิตกกังวล ไม่สามารถมั่นใจในความปลอดภัยนั้นเกิดขึ้นหลายครั้ง แม้กระทั่งช่วงกลางวัน การปากระจกเข้ามาในตัวตึกโรงพยาบาล ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ป่วย โดยแต่ละวันต้องรักษาคนไข้ทั้งสิ้น 3,0004,000 คน แม้จะเริ่มมีการชุมนุม ก็ยังมีผู้ป่วยเข้ามารับบริการ โดยจำนวนลดลงไปไม่เกิน 20%“
หลายเหตุการณ์ทำให้คิดว่าแกนนำผู้ชุมนุมไม่สามารถควบคุมคนของตนเองได้ ส่งผลให้ไม่สามารถมั่นใจความปลอดภัยได้อีก จึงจำเป็นต้องตัดสินใจย้ายผู้ป่วย แต่ได้มีการประเมินและสอบถามความสมัครใจทั้งตัวผู้ป่วยและญาติก่อน” นพ.สมรัตน์ กล่าวนพ.ธรรมศักดิ์ ทวิชศรี วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์ต่างวิตกกังวลถึงความปลอดภัยของตนเองโดยเฉพาะนางพยาบาล ซึ่งเคยถูกขู่จะคุกคามทางเพศ โดยผู้ชุมนุมบางคน
นางสุภาภรณ์ ศรีตั้งศิริกุล ผู้ชำนาญการพิเศษพยาบาล 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เล่าว่า บางวันขณะที่ปฏิบัติงานได้ยินเสียงคล้ายเสียงปืนดังรัวติดต่อกัน ทุกคนตกใจหมอบกับพื้นเพราะว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขณะนั้นพอผู้ป่วยกดเรียกขอความช่วยเหลือก็ต้องคลานไปยังห้องผู้ป่วยเพื่อให้ความช่วยเหลือ
“
ความปลอดภัยเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน หากรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาล ก็จะทำให้ไม่มีสมาธิในการคิดหรือตัดสินใจหรือให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ยืนยันความเป็นกลางไม่ว่าจะเป็นใคร หากได้รับการบาดเจ็บก็จ้องต้องช่วยเหลือให้พ้นจากทุกขเวทนา” นางสุภาภรณ์ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาซึมนางสุภาภรณ์ เล่าอีกว่า ผู้ป่วยในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีผู้ที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นจำนวนมาก ต้องเสียโอกาสในการเปลี่ยนอวัยวะ เพราะช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมาศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะได้ประสานมาว่า มีผู้ป่วยสมองตาย 56 รายที่ยินดีบริจาคไต หัวใจ เพื่อต่อชีวิตผู้อื่น ซึ่งปกติโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีศักยภาพที่จะสามารถปลูกถ่ายอวัยวะได้ 45 ราย แต่กลับไม่สามารถนำไปเปลี่ยนได้เนื่องจากความไม่พร้อมในการผ่าตัดท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ จนต้องส่งอวัยวะนั้นไปให้ที่โรงพยาบาลอื่นแทน
นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เล่าว่า ไม่คิดว่าเหตุการณ์การบุกค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คืนวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา จะเป็นการกระทำของผู้นำการชุมนุม ซึ่งเป็นถึงอดีต สส. ซึ่งแม้จะมีเจ้าหน้าที่เอาบัตรที่มีเครื่องหมายกาชาดให้ดูแต่ผู้ชุมนุมกลับบอกว่าไม่รู้จัก
นพ.ธีรโชติ จองสกุล หัวหน้าภาคนิติเวชโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่เหล่าแพทย์ พยาบาล รวมถึงบุคลากรของโรงพยาบาลต้องรับมืออยู่ตลอดเวลานั้น เป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกอย่างต่อเนื่อง การกดดันด้วยการข่มขู่คุกคาม ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทุกคนก็ยังอดทนได้ แต่ที่ทำให้รู้สึกเหลืออดจริงๆ ก็คือครั้งที่ขณะที่ขับรถเข้ามาจอดแล้วพบว่ามีแสงเลเซอร์สีเขียวส่องมาอย่างไม่ทราบจุดประสงค์
“
นั่นอาจจะเป็นแค่การล้อเล่น ทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือทำไปด้วยเจตนาใดก็ไม่อาจทราบได้ แต่ผู้ที่ทำน่าจะเข้าใจว่า ในช่วงเวลานั้นท่ามกลางบรรยากาศอย่างที่เป็นอยู่ประกอบกัน ก็อดที่จะรู้สึกกลัวไม่ได้ คิดเสมอว่าตัวเองเป็นเพียงบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่มีความสามารถที่จะไปสู้รบกับใคร ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้” นพ.ธีรโชติ เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเช่นกัน ก่อนจะเล่าอีกว่า บางคืนต้องถึงกับนอนร้องไห้ สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศ เกิดอะไรขึ้นกับโรงพยาบาล เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่ากำลังถูกกดดันให้เลือกข้าง ทั้งที่ความตั้งใจของทุกคนและสิ่งที่ทุกคนบอกกับตัวเองตลอดเวลาก็คือ ทำให้โรงพยาบาล เป็นที่ปลอดความขัดแย้งทางการเมือง






