
ปัดฝุ่น มาตรา 291
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาของ สว. ผิดมาตรา 68 เนื่องจากเป็นการได้มาซึ่งอำนาจปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็เกิดปฏิกิริยาเรียกร้องให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้วยการลาออกทันที
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาของ สว. ผิดมาตรา 68 เนื่องจากเป็นการได้มาซึ่งอำนาจปกครองโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็เกิดปฏิกิริยาเรียกร้องให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้วยการลาออกทันที
รสนา โตสิตระกูล สว.กทม. เปิดเผยว่า ยิ่งลักษณ์ ควรต้องแสดงความรับผิดชอบ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นโมฆะ เนื่องจากได้ท้วงติงก่อนหน้านี้แล้วว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังไม่เรียบร้อย อยู่ระหว่างเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่นายกรัฐมนตรีกลับยังนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีควรลาออกจากตำแหน่ง
รสนา กล่าวว่า เชื่อว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไปประกอบในการพิจารณาคดีที่ สว.ได้ยื่นเรื่องถอดถอน 310 สส.ต่อไป
บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี จะต้องรับผิดชอบทางการเมือง เพราะมีการคัดค้านหลายส่วนว่าไปขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และขัดมาตรา 291 นอกจากนี้ ยังมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่นายกรัฐมนตรีกลับเร่งทูลเกล้าฯ ถวาย ทั้งที่ไม่รู้ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังเสี่ยงผิดกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 123/1 ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ขณะที่ วิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพราะรู้อยู่แล้วว่าร่างแก้ไขดังกล่าวยังไม่เรียบร้อย แต่ก็ยังรีบนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ขณะที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 7 คน นำโดย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชสส.บัญชีรายชื่อ แถลงเรียกร้องให้ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา แสดงความผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง และพรรคจะยกร่างคำร้องเพื่อยื่นถอดถอน สส.สว.312 คนต่อ ป.ป.ช.ต่อไป
“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร รวมทั้ง ป.ป.ช. โดยจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สส.และ สว. ทั้ง 312 คนทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา โดยเฉพาะการปลอมแปลงเอกสาร ส่วนที่ทั้ง 312 คนประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลนั้นถือว่าผิดกฎหมายอาญา ในข้อหากระทำกบฏ” วิรัตน์ กล่าว
ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำผู้ชุมนุมถนนราชดำเนิน กล่าวว่า ผลการวินิจฉัยครั้งนี้ สามารถแบ่งความผิดได้เป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่ม สส.,กลุ่ม สว.,ประธานรัฐสภา และรองประธานรัฐสภา ที่ทำหน้าที่วางตัวไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะนิคม ได้ร่วมลงชื่อในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงที่มา สว. โดยเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและสาธารณะ ส่วนสมศักดิ์วางตัวไม่เป็นกลาง แต่คงไม่ได้ร่วมลงมติด้วย
สำหรับ สส.และ สว.กระทำผิดรัฐธรรมนูญเรื่องการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและปลอมแปลงเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 ซึ่งมีโทษจำคุกถึง 7 ปี ส่วนคนที่กดบัตรแทนคนอื่นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยมีโทษจำคุก 5 ปีโดยประมาณ ซึ่งจะดำเนินการให้ประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อนำ 312 คนเข้าสู่กระบวนการสอบสวน และส่งไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม มาตรา 275 ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมี ยิ่งลักษณ์ ร่วมอยู่ด้วยในฐานะกดบัตรลงคะแนน ซึ่งต้องดูการดำเนินการด้วย
นอกจากนี้ อุทัย ยอดมณี ผู้ประสานงานเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) แถลงว่า ในวันนี้ (21 พ.ย.) จะเดินทางไปร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อถอดถอน สส. และ สว. 312 คนที่แถลงไม่รับคำตัดสินของศาล
พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมร่วมรัฐสภาแล้ว และนายกรัฐมนตรีต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ภายใน 20 วัน ตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยหากไม่ดำเนินการจะถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา กล่าวว่า เมื่อศาล รธน.ตัดสินออกมา ก็ถือว่า ร่างแก้ไข รธน.ที่มา สว. ที่ทูลเกล้าฯ ถวาย ไปนั้น ถือว่าเป็นโมฆะ ซึ่งไม่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อได้ และถูกปัดตกไปโดยปริยาย และยืนยันว่าจะไม่มีการนำร่างนี้มาพิจารณาใหม่ ทั้งนี้จากคำวินิจฉัยที่ออกมา ก็ยังงงอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่เมื่อศาลเห็นว่ากระบวนการผิด ต่อไปนี้ก็คงต้องไปตรวจสอบว่าผิดตรงไหนแล้ว คงต้องมีการปรับแก้ให้มีความชัดเจนมากขึ้น







