
อารยะขัดขืนกับความคุ้มค่า
การต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ที่เริ่มต้นด้วยการตอบรับอย่างล้นหลามจากทุกภาคส่วน ดูเหมือนแผ่วลงหลังจากสัปดาห์แรก
การต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ที่เริ่มต้นด้วยการตอบรับอย่างล้นหลามจากทุกภาคส่วน ดูเหมือนแผ่วลงหลังจากสัปดาห์แรก
อาจเป็นเพราะประชาชนบางส่วนเหนื่อยล้า เนื่องจากเป็นมวลชนที่ต้องทำมาหากินแล้วแบ่งเวลาพักผ่อนหรือต้องลางานมาชุมนุม ต่างจากการชุมนุมที่มีค่าตอบแทนให้ผู้ร่วมมาอยู่ได้เต็มเวลาอย่างต่อเนื่อง
บางส่วนอาจเข้าใจผิด คิดว่ารัฐบาลถอยแล้วจากการถอน 6 ร่าง พ.ร.บ. ทั้งที่ยังมีร่างที่ 7 คือร่างหลักที่เพิ่งถูกวุฒิสภา “คว่ำ” แต่ก็เป็นเพียงการแช่แข็งไว้ 180 วัน หลังจากนั้นสามารถนำมาลงมติผ่านสภาผู้แทนฯ เป็นกฎหมายได้อย่างง่ายดาย หากแรงต้านจากสังคมเงียบหายไป
บางคนอาจมองว่ามาตรการอารยะขัดขืนที่แกนนำเสนอ ไม่ถูกไม่ควร และเป็นการสร้างความเดือดร้อนเกินจำเป็น เช่น หยุดการเรียนการสอน การหยุดงาน โดยเฉพาะการหยุดหรือชะลอการจ่ายภาษี ถึงกับมีข่าวว่าภาคเอกชนอย่างหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมประกาศยุติการ ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
อารยะขัดขืนเป็น “ทางเลือก” ที่จะแสดงออกในการยกระดับการต่อต้านการกระทำของรัฐบาล ต่างจากการสร้างสถานการณ์บังคับของการชุมนุมส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เช่น ปิดถนนหน้าศูนย์การค้าใจกลางกรุง ใช้อาวุธสงครามข่มขู่ทำร้ายทรัพย์สิน ร่างกาย หรือชีวิต ตลอดจนการเผาทำลาย
การต่อต้านอำนาจรัฐของประชาชนเป็นสิ่งที่มีต้นทุน การยกระดับการต่อต้านเป็นการเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น จึงเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้เกี่ยวข้องว่าพร้อมที่จะเสี่ยงตัวเองจะขาดทุนกำไรหรือจะยอมเสียต้นทุนขนาดไหน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาผลได้ผลเสียของการกระทำนั้น เสมือนการทำ CostBenefit Analysis ของโครงการสักอย่าง
ผู้เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมแสดงออกในวันแรกๆ ย่อมตระหนักดีอยู่แล้ว ว่าผลได้การต่อต้านนั้นเป็นประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าเขาเหล่านั้นได้หลอมประโยชน์ส่วนรวมเป็นเนื้อเดียวกับประโยชน์ส่วนตน
พวกเขาคงได้มีการกำหนดต้นทุนเอาไว้ระดับหนึ่ง เสมือนตั้งงบประมาณในโครงการลงทุนสักอย่าง เช่น พร้อมที่จะออกแถลงการณ์ พร้อมที่จะออกเดินมานั่งชุมนุมในถนน แต่เมื่อมีการเสนอให้เพิ่มต้นทุนจึงเกิดการชะงัก หรือเปลี่ยนใจ
ทั้งที่ผลได้หรือเป้าหมายที่จะยับยั้งการออกกฎหมายนิรโทษยังไปไม่ถึง ท่าทีการถอยของรัฐบาลเป็นเพียงการ “สับขาหลอก” ดังที่กล่าวข้างต้น หากจะให้มีการถอนร่างหลักนี้ออกไป ก็ต้องมีแรงกดดันมากกว่าที่ผ่านมา ต้องลงทุนเพิ่มขึ้น งบประมาณตั้งไว้ต่ำเกินไป เพราะความคาดหมายต่อจิตสำนึกของรัฐบาลนี้สูงเกินไป
แล้วขนาดไหนจะเป็นต้นทุนเพิ่มหรือ Cost Overrun ที่รับได้? การประเมินนี้คงจะต้องทำอีกเรื่อยๆ จนกว่าโครงการจะถึงจุดหมาย...หรือจุดที่ยกเลิกเพราะแนวร่วมต่างๆ รู้สึกว่าไม่คุ้มทุนแล้ว
สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ประกาศตั้งแต่วันแรกว่าจะ “เทหมดหน้าตัก” ในการต่อสู้ครั้งนี้ การที่ สส.ประชาธิปัตย์ 8 คนลาออกในวันเดียวกับการยกระดับสู่อารยะขัดขืน นับเป็นการเพิ่มต้นทุนส่วนตัวของแกนนำในการต่อสู้ครั้งนี้ ซึ่งมวลชนส่วนหนึ่งสัมผัสได้ ดังจะเห็นได้จากเงินบริจาคที่ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนต้องมีการเปิดบัญชีเพิ่มในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
การต่อสู้เพื่อความถูกต้องครั้งนี้ เป็นการ “วัดใจ” ทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนเอง
lแต่ละคนจะยอม “เปลืองตัว” มากขึ้นได้ขนาดไหน
lจุดไหนที่จะแยกสลายการหลอมรวมประโยชน์ส่วนรวมที่เคยเป็นเนื้อเดียวกับประโยชน์ส่วนตนในตอนต้น
สำหรับแนวร่วมที่ยังเหนียวแน่น สถานการณ์คงมาไกลเกินกว่าการต่อต้านกฎหมายนิรโทษสุดซอย แต่เป็นโอกาสสุดท้ายของการปลดแอกประเทศไทยจากเผด็จการรัฐสภาของกลุ่มทุนนิยมเล่นพวกผูกขาดที่ครอบงำการเมืองด้วยประชานิยมและนโยบายที่มุ่งประโยชน์ให้พวกพ้องมากกว่าสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ
แนวทางการต่อสู้ที่ถูกวางไว้เป็นสิ่งที่สำเร็จไม่ง่าย เพราะเป็นแบบสันติอหิงสา ไม่มีการไปยึดทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาหรือศาลากลาง ไม่มีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการสูญเสีย ซึ่งในอดีตการตายของผู้ชุมนุมมักเป็นเงื่อนไขของชัยชนะ
โอกาสสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความพร้อมใจร่วมมือของประชาชนในการเพิ่มปริมาณผู้ชุมนุมและยกระดับอารยะขัดขืน ซึ่งก็เป็นการเลือกของประชาชนว่าพร้อมที่จะเสียสละมากแค่ไหน เป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับข้าราชการ
นักธุรกิจต้องคิดคำนึงให้ยาวไกลถึงผลได้ผลเสียในบรรยากาศการลงทุน ต้นทุนของการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งจะลามไปถึงภาษีอากรที่แพงขึ้น ประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของนิติรัฐนิติธรรม ผลกระทบของนโยบายรัฐต่างๆ ต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะหลังการเปิดตลาดอาเซียนที่นักลงทุนสามารถเข้าสู่ตลาดไทยโดยผ่านประเทศสมาชิกที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้
หากภาคธุรกิจไม่เดินหน้าต่อในการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นี้ สิ่งที่ทำไปแล้วคงจะเป็น CSR (Corporate Social Responsibility) ที่บ่อยครั้งเป็นเพียงเครื่องมือประชาสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ต่างไปจากการจัดงาน Event ต่อต้านทุจริต ที่มีการถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์กับนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นตัวการให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเป็นประวัติการณ์







